คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2350/2537

แหล่งที่มา : สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ย่อสั้น

โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินของโจทก์บางส่วนตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยทั้งสอง โดยไม่มีข้อตกลงให้ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์สิ้นผลไปเมื่อจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของตนให้บุคคลอื่นหรือสิ้นผลไปด้วยประการอื่น ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองขายที่ดินให้แก่ ร.และร. ขายต่อให้ จ. อีกทอดหนึ่งแล้ว ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ย่อมตกติดไปกับที่ดินของจำเลยทั้งสองที่โอนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคแรก เมื่อโจทก์มิได้ฟ้อง จ. และ จ.มิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนภาระจำยอมตามคำขอของโจทก์ให้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของ จ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้

ย่อยาว

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3248 ตำบลสวนใหญ่ (บ้านสวนใหญ่) อำเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี
จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนทางภาระจำยอมในที่ดินโจทก์โฉนดเลขที่ 3248 ตำบลสวนใหญ่ (บ้านสวนใหญ่)อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3248 ของโจทก์ทิศตะวันออกกว้างประมาณ 6 เมตร ยาวตลอดแนวที่ดิน เป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 40109 และโฉนดเลขที่3235 ของจำเลยทั้งสอง โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อโจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองจะขายที่ดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 8,000,000 บาท ภายในกำหนด 1 ปี เป็นการตอบแทน และโจทก์ได้วางเงินมัดจำค่าที่ดินให้แก่จำเลยทั้งสองไว้บางส่วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองผิดสัญญานำที่ดินทั้งสองแปลงไปขายให้แก่นางรัตนา กำลังเอก และนางรัตนาได้โอนกรรมสิทธิ์ขายให้นายจรูญ จันทร์จำรัสแสง อีกทอดหนึ่งแล้ว โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3248 ของโจทก์เห็นว่ากรณีตามฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาจึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ แต่ที่ดินของจำเลยทั้งสองได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ไปยังนายจรูญแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1393 วรรคแรก บัญญัติว่า”ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในนิติกรรมอันก่อให้เกิดภาระจำยอมไซร้ ท่านว่าภาระจำยอมย่อมตกติดไปกับสามยทรัพย์ซึ่งได้จำหน่ายหรือตกไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น” ทั้งตามบันทึกข้อความเรื่องภาระจำยอมบางส่วน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และ 3 ที่โจทก์ตกลงให้ที่ดินของโจทก์บางส่วนตกอยู่ในบังคับภาระจำยอมของที่ดินของจำเลยทั้งสองนั้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงให้ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์สิ้นผลไป เมื่อจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของตนให้บุคคลอื่นหรือสิ้นผลไปด้วยประการอื่นแต่อย่างใด ดังนี้ ภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ย่อมตกติดไปกับที่ดินของจำเลยทั้งสองที่โอนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของนายจรูญแล้ว เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องนายจรูญและนายจรูญมิได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนภาระจำยอมตามคำขอของโจทก์ให้กระทบกระเทือนถึงสิทธิของนายจรูญซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีได้ ปัญหาข้อนี้แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองอีกต่อไปที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา”
พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

Share