คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2551

แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อสั้น

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่ระบุจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระเป็นตัวเลขและตัวอักษรต่างกันเป็นเรื่องของความผิดพลาดในการทำหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ย่อมไม่สามารถระบุเหตุผลได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เพราะเจ้าพนักงานเองก็เพิ่งมาทราบภายหลัง ซึ่งหากเจ้าพนักงานประเมินทราบความผิดพลาด เจ้าพนักงานประเมินย่อมต้องแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวก่อนส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์ สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลที่วินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ระบุตัวเลขเป็นรายการเงินภาษี เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระไว้ชัดเจนแล้ว การที่ระบุตัวอักษรคลาดเคลื่อนไปจากรายการที่เป็นตัวเลข หาใช่กรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงตาม ป.พ.พ. มาตรา 12 ไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการชอบแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวหาได้ขัดต่อ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ไม่

ย่อยาว

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 03013310/6/100413 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.4)/124/2547 ลงวันที่ 21 เมษายน 2547
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 03013310/6/100413 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงินจำนวน 46,440 บาท เงินเพิ่มจำนวน 46,440 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่นจำนวน 9,288 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 102,168 บาท แต่ระบุจำนวนเงินที่เป็นตัวอักษรว่าภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้นเป็นเงินหนึ่งแสนเก้าหมื่นห้าพันสี่สิบแปดบาทถ้วน โจทก์อุทธรณ์การประเมินว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวมีข้อความในสาระสำคัญไม่ถูกต้อง โดยจำนวนเงินที่ต้องชำระเป็นตัวเลขและตัวอักษรไม่ตรงกัน ทำให้หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย หากทางราชการจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องก็จะเป็นการประเมินที่เกินอายุความ เพราะวันสุดท้ายที่จะดำเนินการประเมินและแจ้งถึงโจทก์ต้องไม่เกินวันที่ 15 กรกฎาคม 2546 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยให้เหตุผลว่าตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ระบุตัวเลขเป็นรายการเงินภาษี เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระไว้ชัดเจนแล้ว การที่ระบุตัวอักษรคลาดเคลื่อนไปจากรายการที่เป็นตัวเลข หาใช่กรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 12 ไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการชอบแล้ว
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามระเบียบของจำเลยบัญชีลูกหนี้ภาษีอากรค้างจะเป็นข้อมูลที่สำคัญที่ใช้ในการจัดเก็บและตั้งหนี้ค้างตามจำนวนภาษีที่ค้างชำระที่ระบุเป็นตัวอักษร หาใช่ตั้งหนี้ภาษีค้างชำระตามตัวเลขไม่ ถ้าหากยอดหนี้ภาษีค้างชำระที่ระบุเป็นตัวอักษรไม่ตรงกับยอดหนี้ของรายรับที่ทำการประเมินให้ถือว่าหนังสือแจ้งการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมินฉบับนั้นเสีย เพื่อทำการออกหนังสือแจ้งการประเมินใหม่ให้ยอดหนี้ภาษีค้างชำระที่ระบุเป็นตัวอักษรให้ตรงกับยอดหนี้ของรายรับที่ทำการประเมินให้ถูกต้องชัดเจนครบถ้วนบริบูรณ์ จึงจะมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย หนังสือแจ้งการประเมินเป็นหนังสือราชการ ต้องมีข้อความชัดเจนถูกต้องครบถ้วนบริบูรณ์ จึงจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ดังนั้นการออกคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามยอดเงินภาษีค้างชำระที่ระบุเป็นตัวอักษรในหนังสือแจ้งการประเมินจึงไม่ชอบตามข้อเท็จจริงและหลักฐานในการประเมินซึ่งมีข้อความที่ขัดแย้งกัน จึงถือได้ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ และจำนวนยอดรายรับที่นำมาคำนวณภาษีเจ้าพนักงานประเมินมิได้ระบุเหตุผลข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ และข้อกฎหมายที่อ้างอิง จึงถือได้ว่าไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 นั้น โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ประการต่อมาว่าหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์มิได้ระบุเหตุผลถึงจำนวนเงินภาษีที่โจทก์ต้องชำระว่าเหตุใดจำนวนเงินภาษีที่ระบุเป็นตัวเลขจึงแตกต่างกับจำนวนเงินภาษีที่ระบุเป็นตัวอักษร จึงถือได้ว่าไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะที่ระบุจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระเป็นตัวเลขและตัวอักษรต่างกันเป็นเรื่องของความผิดพลาดในการทำหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ย่อมไม่สามารถระบุเหตุผลได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เพราะเจ้าพนักงานเองก็เพิ่งมาทราบภายหลัง ซึ่งหากเจ้าพนักงานประเมินทราบความผิดพลาด เจ้าพนักงานประเมินย่อมต้องแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวก่อนส่งหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่โจทก์ สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลที่วินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะได้ระบุตัวเลขเป็นรายการเงินภาษี เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระไว้ชัดเจนแล้ว การที่ระบุตัวอักษรคลาดเคลื่อนไปจากรายการที่เป็นตัวเลข หาใช่กรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 12 ไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงเป็นการชอบแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวหาได้ขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 ไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

Share