แหล่งที่มา : เนติบัณฑิตยสภา
ย่อสั้น
โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยขุดร่องและทำคันดินรอบที่ดินของโจทก์ กำหนดค่าจ้างคิดเหมาจากจำนวนดินที่นำมาถมทำเป็นคันดินในราคาคิวละ 14 บาท ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 จำเลยได้ถมดินให้โจทก์ 157,324 คิว เป็นเงิน 2,202,536 บาทโจทก์ได้จ่ายเงินให้จำเลยไปรวม 1,300,000 บาท หลังจากวันที่ 15 เมษายน 2540 โจทก์ยังยินยอมให้จำเลยเบิกเงินอีก 50,000 บาท ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 แสดงว่า โจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาในสัญญาเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่จำเลยไปพบโจทก์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 อ้างว่างานเรียบร้อยแล้วขอให้โจทก์ลงชื่อรับมอบงานแต่โจทก์โต้เถียงว่างานยังไม่เรียบร้อย ซึ่งหากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาได้ แต่โจทก์มิได้บอกกล่าวเลิกสัญญา อย่างไรก็ตามการที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 บอกเลิกสัญญาและเรียกร้องเอาเงินค่าปรับจากจำเลย และไปว่าจ้างผู้อื่นให้มาไถและปรับแต่งที่ดินจนแล้วเสร็จเป็นเงิน 80,000 บาทจำเลยทราบเรื่องจึงไปแจ้งความไว้ถือว่าโจทก์จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายย่อมกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โจทก์จึงต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานของจำเลยให้จำเลยตามมาตรา 391 วรรคสาม
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างเหมาให้จำเลยขุดร่องและทำคันดินรอบที่ดินโฉนดเลขที่ 4483 เนื้อที่ 52 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวาให้คันดินมีความกว้าง 50 เมตร ตลอดแนวทั้งสี่ด้าน สูงจากพื้นดินเดิม 1.5 เมตร โดยให้ขุดร่องรอบนอกจากแนวเขตที่ดินเข้าไปในที่ดินกว้าง 3 เมตร และขุดร่องที่ดินรอบในส่วนต่อจากแนวคันดินเอาดินขึ้นมาถมเป็นคันดินให้พอกับความสูง 1.5 เมตร กับให้ผิวคันดินและร่องคันดินทั้งรอบในและรอบนอกให้เรียบร้อยเสร็จแล้วให้นำน้ำเข้าร่อง คิดค่าจ้างเหมาจากจำนวนดินเอามาถมเป็นคันดินในราคาคิวละ 14 บาท จ่ายค่าจ้างเป็นงวด ๆการแบ่งงวดงานให้ถือเอาการขุดดินถมเป็นคันดินและปรับแต่งพื้นที่เสร็จทุก 5 ไร่ เป็นหนึ่งงวดงาน โดยจ่ายค่าจ้างให้ครึ่งหนึ่งของงานที่ทำได้แต่ละงวด กำหนดให้งานเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 หากจำเลยผิดสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยยินยอมให้ปรับวันละ 2,000 บาท เมื่อจำเลยทำสัญญากับโจทก์แล้ว ครบกำหนดวันที่15 เมษายน 2540 จำเลยยังทำงานไม่แล้วเสร็จจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 งานที่จำเลยทำมาแล้วคือ ขุดร่องรอบในและรอบนอกเอาดินขึ้นมาถมเป็นคันดิน ทิศเหนือได้คันดินยาว 234.45 เมตร กว้าง 42.40 สูงจากพื้นดินเดิม 1.84 เมตร คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 18,419.5 คิว ทางทิศใต้ได้คันดินยาว 401.78 เมตร กว้าง 42.40 เมตร สูง1.84 เมตร คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 31,419.5 คิว ทิศตะวันออกได้คันดินยาว 164.64 เมตร กว้าง 42.40 เมตร สูง 1.84 เมตร คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 12,875 คิว ทิศตะวันตก ได้คันดินยาว 203.94 เมตร กว้าง 42.40 เมตร สูง 1.84 เมตร คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 15,948 คิว รวมจำนวนดินที่ใช้ถมทั้งหมด 78,662 คิว และยังไม่ปรับผิวคันดินบางส่วน ยังไม่ปรับร่องคันดินรอบในและนำน้ำเข้าร่อง วันที่ 4 กรกฎาคม2540 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและใช้สิทธิปรับจำเลยเป็นรายวัน วันละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาเลิกกันเป็นเวลา 77 วัน รวมเป็นเงินค่าปรับ 154,000 บาท หลังจากนั้นโจทก์ได้ว่าจ้างนายถวิล สุกาวาศ และนายสมยศ แย้มทัศนา มาทำงานต่อจากจำเลยจนแล้วเสร็จเสียค่าจ้างเป็นเงิน 80,000 บาท จำเลยได้ขอเบิกเงินสำรองจากโจทก์ไปเป็นเงินจำนวน 1,300,000 บาทแต่จำเลยทำงานได้ผลงานคิดเป็นเงิน 1,101,268 บาท เมื่อนำค่าจ้างจำนวน 80,000 บาทที่โจทก์จ่ายให้แก่บุคคลอื่นมาหักออกจะเหลือเงินจำนวน 1,021,268 บาท ดังนั้น จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนที่เบิกเกินไปให้แก่โจทก์จำนวน 278,732 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับและคืนเงินส่วนที่เบิกไปเกินเป็นเงิน 432,732 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาจ้างเหมาขุดร่องและทำคันดินรอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่ด้าน และเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2540 ได้มีการทำบันทึกเพิ่มเติมตามสัญญาจ้างปรับถมดิน จำเลยได้ทำงานให้โจทก์ตามที่ตกลงว่าจ้างและสามารถทำงานแล้วเสร็จตามสัญญาแต่ในช่วงปลายปี 2539 ถึงต้นปี 2540 มีเหตุที่ต้องทำงานล่าช้าไปบ้างเนื่องจากฝนตกน้ำท่วมทำให้ขอบคันดินไหลเสียหายเล็กน้อยซึ่งจำเลยได้ทำการปรับตกแต่งให้เรียบร้อยแล้วและเมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2540 โจทก์และจำเลยต่างนำช่างของแต่ละฝ่ายมารังวัดคิดคำนวณดินที่จำเลยนำมาถม เมื่อวัดจำนวนดินที่ถมแต่ละด้านแล้วนำมาคำนวณคิวดิน ทางด้านทิศเหนือคิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 36,839 คิว ทิศใต้คิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 62,839 คิว ทิศตะวันออกคิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 25,750 คิว ทิศตะวันตกคิดเป็นจำนวนดินที่ใช้ถม 31,896 คิว รวมจำนวนดินที่ใช้ถมทั้งสี่ด้าน 157,324 คิว คิดเป็นเงิน 2,202,536 บาท ซึ่งจำเลยได้รับเงินค่าจ้างในการทำงานจากโจทก์รวม 8 งวดเป็นเงิน 1,300,000 บาท ซึ่งเงินดังกล่าวมิใช่เงินสำรองจ่ายดังที่โจทก์กล่าวอ้าง ดังนั้นโจทก์จะต้องจ่ายค่าจ้างเหมาขุดร่องและถมดินตามสัญญาให้แก่จำเลยอีกจำนวน 902,536 บาท ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทำงานคิดผลงานเป็นเงินเพียง 1,021,268 บาท และจำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ 278,732 บาท นั้นไม่ถูกต้อง และจำเลยไม่ต้องรับผิดในการที่โจทก์ไปว่าจ้างบุคคลอื่นมาทำงานเป็นเงินจำนวน 80,000 บาท ด้วย จำเลยไม่เคยผิดสัญญา และมิได้ละทิ้งงาน จำเลยทำงานให้แก่โจทก์แล้วเสร็จตามสัญญา จำเลยไม่รับรู้ข้อเสนอบอกกล่าวทวงถามและสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เลิกกัน โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าปรับเป็นเงิน 154,000 บาท และไม่มีสิทธิเรียกเงินคืน เพราะโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าจ้างที่ค้างอีกจำนวน 902,536 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามคำฟ้องของโจทก์และขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 902,536 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยและให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่กรรม นายยศ ศิริกิตติกุล ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 668,536 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 สิงหาคม 2540)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นได้ว่า เมื่อวันที่ 17กรกฎาคม 2539 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยให้ขุดร่องและทำคันดินรอบที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 4483 ตำบลโพศรี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี โดยกำหนดให้คันดินมีความกว้างด้านละ 50 เมตร ตลอดแนวทั้งสี่ด้านสูงจากพื้นดินเดิม 1.5 เมตร กับให้ปรับผิวคันดินร่องคันดินทั้งรอบในและรอบนอกให้เรียบร้อยเสร็จแล้วให้นำน้ำเข้าร่องกำหนดค่าจ้างคิดเหมาจากจำนวนดินที่นำมาถมทำเป็นคันดินในราคาคิวละ 14 บาท ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 หากจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์ปรับเป็นเงินวันละ 2,000 บาท ตามสัญญาจ้างทำของและบันทึกเพิ่มเติมตามสัญญาจ้างปรับถมดินเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 จำเลยได้ถมดินให้โจทก์ 157,324 คิว เป็นเงิน 2,202,536 บาท โดยโจทก์ได้จ่ายเงินตามสัญญาจ้างให้จำเลยไปรวมทั้งสิ้น 1,300,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.8 หลังจากนั้นวันที่ 12 มิถุนายน 2540 จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับมอบงานแต่โจทก์เห็นว่างานไม่เรียบร้อยจึงไม่รับมอบ ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.9 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า หลังครบกำหนดเวลาตามสัญญา โจทก์ไปพบจำเลยในวันที่ 11 พฤษภาคม 2540 แจ้งให้ทราบว่าให้จำเลยทำงานให้เสร็จภายใน 15 วัน ไม่เช่นนั้นจำเลยจะต้องจ่ายค่าปรับ และโจทก์จะว่าจ้างบุคคลอื่นทำงานแทน ในวันดังกล่าวโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยอีก 50,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งหลังจากนั้นวันที่ 12 มิถุนายน 2540 จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปรับมอบงานโจทก์ตรวจงานแล้วเห็นว่ายังไม่เรียบร้อย จึงได้บันทึกในเอกสารหมาย ล.2 ว่า “…ได้ไปตรวจงานแล้วปรากฏว่ายังไม่เป็นที่เรียบร้อยจำนวนเนื้อที่ถ้าส่งงานเป็นที่เรียบร้อย ถึงจะได้ตรวจเช็คเนื้อที่เป็นที่แน่นอน” ซึ่งคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยว่า โจทก์ไม่ยอมรับมอบงาน เพราะเหตุงานไม่เรียบร้อยซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่า งานไม่เรียบร้อยบางส่วน เนื่องจากฝนตกลงมา แต่ได้นำรถเข้าไปตกแต่งหน้าดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้โทรศัพท์แจ้งโจทก์และทวงเงินค่าจ้างหลายครั้งแต่โจทก์ไม่ชำระเห็นว่า หลังจากวันที่ 15 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างทำของเอกสารหมายจ.2 โจทก์ยังยินยอมให้จำเลยเบิกเงินอีก 50,000 บาท ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2540รวมเป็นเงินที่โจทก์จ่ายให้จำเลยไปทั้งสิ้น 1,300,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งเอกสารดังกล่าวระบุว่า “…เป็นการเบิกเงินสำรองจ่ายงวดสุดท้าย การเบิกเงินครั้งต่อไปจะจ่ายก็ต่อเมื่อได้มีการลงชื่อตรวจงาน รับงาน เป็นการถูกต้องตามสัญญาจ้างปรับถมดิน…ซึ่งการลงชื่อตรวจงาน รับงานจะกระทำก็ต่อเมื่อนางดวงแข…ได้ทำหนังสือส่งงานมายังผู้ว่าจ้างภายในกำหนด 10 วัน…ผู้ว่าจ้าง…ได้ตรวจงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…จึงจะลงชื่อในหนังสือส่งงาน…จึงถือว่าได้รับส่งมอบงานโดยสมบูรณ์ตามสัญญา…” ซึ่งย่อมแสดงว่า โจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาในสัญญาจ้างทำของเดิมคือวันที่ 15 เมษายน 2540 เป็นสำคัญดังนั้น การที่จำเลยไปพบกับโจทก์เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 โดยเอาบันทึกเอกสารหมาย ล.2 ไปด้วย และอ้างกับโจทก์ว่างานเรียบร้อยแล้วเพื่อให้โจทก์ลงชื่อรับมอบงาน แต่โจทก์โต้เถียงว่างานยังไม่เรียบร้อยและได้จดแจ้งข้อความลงในเอกสารหมาย ล.2 ดังกล่าวด้วยว่าได้ไปตรวจงานแล้วยังไม่เรียบร้อย ดังนี้ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง ซึ่งหากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญา โจทก์จะต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยแก้ไขข้อบกพร่องเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 เมื่อจำเลยไม่ดำเนินการภายในกำหนดโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาได้ หากโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติดังกล่าวโจทก์ก็ยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา แต่อย่างไรก็ตามที่โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 4 กรกฎาคม2540 บอกเลิกสัญญาและเรียกร้องเอาเงินค่าปรับจากจำเลยตามหนังสือเอกสารหมายจ.9 และไปว่าจ้างนายถวิล สุกาวาศ กับนายสมยศ แย้มทัศนา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม2540 ให้มาไถและปรับแต่งที่ดินจนแล้วเสร็จสิ้นเป็นเงิน 80,000 บาท และเมื่อจำเลยทราบเรื่องจึงไปแจ้งความไว้ตามรายงานประจำวันแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย ล.7 นั้น พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าโจทก์จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายย่อมกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยเฉพาะโจทก์ต้องใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานของจำเลยด้วยนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยได้ถมดินในที่ดินของโจทก์ทั้งหมด 157,324 คิวราคาคิวละ 14 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 2,202,536 บาท แต่จำเลยได้รับเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งจากโจทก์ในระหว่างทำงานเป็นเงิน 1,300,000 บาท เมื่อนำเงินดังกล่าวมาหักเงินจากที่จำเลยจะได้รับล่วงหน้าแล้ว โจทก์จึงต้องชำระค่าถมดินแก่จำเลยอีก 902,536บาท และเมื่อสัญญาดังกล่าวเลิกกันแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้นำเงินค่าจ้างที่โจทก์ว่าจ้างนายถวิลและนายสมยศจำนวน 80,000 บาท และให้นำเงินค่าปรับวันละ2,000 บาท ซึ่งคิดเป็นเงิน 154,000 บาท มาหักออกจากค่าจ้างที่โจทก์จะต้องจ่ายให้แก่จำเลยไปนั้นจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น