แหล่งที่มา : เนติบัณฑิตยสภา
ย่อสั้น
โฉนดที่ดินของกลางกับโฉนดที่ดินที่แท้จริงพิมพ์จากแม่พิมพ์เดียวกันลายมือชื่อต่าง ๆ ก็เป็นลายมือชื่อที่เขียนด้วยวิธีลอกทาบแบบจากลายมือชื่อที่แท้จริงในโฉนด เป็นโฉนดปลอมที่ทำเหมือนของจริงดูได้ยากด้วยตาเปล่าลายมือชื่อผู้ขายฝากมองดูอย่างบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีเหตุสงสัยว่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน โจทก์ยอมลงชื่อในบันทึกท้ายหนังสือสัญญาขายฝากว่า ได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรงหากเกิดผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของที่ดิน โจทก์ขอรับผิดชอบตัวเองข้อความดังกล่าวเป็นอักษรตรายาง อ่านง่ายและมีความหมายชัดเจน จะอ้างว่ามิได้อ่านและไม่เข้าใจความหมายฟังไม่ขึ้น โจทก์มีส่วนประมาทการที่เจ้าพนักงานที่ดินจำเลยให้ความสะดวกในการจดทะเบียน ตลอดจนตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขายฝากแล้วยังไม่ทราบว่าไม่ใช่เจ้าของที่ดินที่แท้จริง ไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำด้วยความประมาท จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
ย่อยาว
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า “ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่านายสุรพงศ์ เศรษฐบุตรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 89559 ตำบลบางจาก อำเภอพระโขนง นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ซึ่งเป็นโฉนดปลอมมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งความประสงค์ขอทำนิติกรรมและจดทะเบียนขายฝากที่ดินตามโฉนดดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์เป็นเงินหนึ่งล้านบาท มีกำหนด 1 ปีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเสมียนพนักงาน เป็นผู้ตรวจเอกสารต่าง ๆ ของคู่สัญญาและพิมพิ์หนังสือขายฝากที่ดิน จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงานที่ดิน ได้รับทำนิติกรรมและจดทะเบียนขายฝากที่ดินรายนี้” ฯลฯ
“คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 กระทำโดยประมาทเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดร่วมด้วยหรือไม่ตามรายงานการตรวจพิสูจน์โฉนดที่ดินของกลาง เอกสารหมาย จ.9 ผู้ชำนาญให้ความเห็นว่า โฉนดที่ดินของกลางเปรียบเทียบกับตัวอย่างโฉนดที่ดินที่แท้จริงมีขนาดเนื้อกระดาษและรูปลักษณะทั่วไปตรงกัน จึงลงความเห็นว่าพิมพ์จากแม่พิมพ์เดียวกัน ส่วนลายมือชื่อในช่องผู้เขียน ผู้ทาน ผู้ตรวจ ผู้เขียนแผนที่ผู้ตรวจแผนที่ และหัวหน้าการให้โฉนดที่ดินของกลางกับโฉนดที่ดินที่แท้จริงก็เป็นลายมือชื่อที่เขียนด้วยวิธีลอกทาบแบบจากลายมือชื่อที่แท้จริง เห็นได้ว่าเป็นโฉนดปลอมที่ทำเหมือนของจริงดูได้ยากด้วยตาเปล่า ซึ่งโจทก์เบิกความรับว่าได้ขอดูโฉนดก่อนลงชื่อในสัญญาขายฝากไม่สงสัยอะไร การรับทำนิติกรรมและจดทะเบียนการขายฝากอยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 3 เพราะทุนทรัพย์ไม่เกินสองล้านบาท ตามคำสั่งกรมที่ดินที่ 58/2514 เอกสารหมาย ล.3 โจทก์เบิกความรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ให้นายสุรพงษ์ผู้ขายฝากไปถ่ายภาพบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน เจือสมข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 3 ว่าได้ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ซึ่งวางไว้ทุกประการ โดยได้ตรวจบัตรประจำตัวประชาชนที่ผู้ขายฝากนำมาแสดงและถ่ายสำเนาไว้ ปรากฏตามสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน เอกสารหมาย ล.2 เมื่อเปรียบเทียบลายมือชื่อของนายสุรพงศ์ ในบันทึกข้อตกลงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมซึ่งลงไว้เมื่อพ.ศ. 2514 เอกสารหมาย ล.29, ล.30 กับลายมือชื่อผู้ขายฝากครั้งนี้ เห็นได้ว่ามีลีลาการเขียนเหมือนกันมองดูคล้ายบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญไม่มีเหตุสงสัยว่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน การรับซื้อฝากที่ดิน โจทก์รับว่าเพื่อนโจทก์เป็นผู้แนะนำโดยติดต่อผ่านนายหน้าและโจทก์ไปตรวจดูที่ดินด้วยตนเอง ครั้นถึงวันทำนิติกรรมขอจดทะเบียน โจทก์กลับยอมลงชื่อไว้ในบันทึกท้ายหนังสือสัญญาขายฝากว่าโจทก์ได้ติดต่อกับเจ้าของที่ดินโดยตรง หากเกิดการผิดพลาดเพราะผิดตัวเจ้าของที่ดิน โจทก์ขอรับผิดชอบตัวเอง ข้อความดังกล่าวเป็นอักษรตรายางอ่านง่ายและมีความหมายชัดเจน จะอ้างว่าโจทก์มิได้อ่านและไม่เข้าใจความหมายฟังไม่ขึ้น โจทก์มีส่วนประมาท การที่จำเลยที่ 2, ที่ 3 ให้ความสะดวกในการจดทะเบียนครั้งนี้ตลอดจนการตรวจบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นนายสุรพงศ์ เศรษฐบุตรแล้วไม่ทราบว่าไม่ใช่เจ้าของที่ดินที่แท้จริง ตามพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2, ที่ 3 กระทำด้วยความประมาท พยานของจำเลยนอกจากตัวจำเลยที่ 2, ที่ 3 ยังมีนายบัญชา สุทธิพงศ์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองทะเบียนที่ดิน มาเบิกความสนับสนุนว่าการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยถูกต้องตามระเบียบทุกประการไม่มีการลงโทษทางวินัยแก่จำเลยที่ 3 ที่โจทก์ฎีกาว่า ไม่มีการเปรียบเทียบตราประจำต่อของโฉนดฉบับเจ้าของที่ดินกับโฉนดฉบับที่เก็บไว้ในสำนักงานที่ดินนั้น ก็ได้ความจากคำของจำเลยที่ 3 ว่า ได้ตรวจดูตราประจำต่อของโฉนดทั้งสองฉบับด้วยตาเปล่าแล้ว เห็นว่าเข้ากันได้ การไม่ปลดออกจากเล่มมาเปรียบเทียบเป็นดุลพินิจของจำเลยที่ 3 ไม่พอฟังว่าปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง”
พิพากษายืน