แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
ย่อสั้น
เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยซื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหมายเลข 5-6 และ 7 ออกจากที่พิพาท โจทก์จึงมาขอให้ศาลบังคับจำเลยในคดีนี้ฉะเพาะห้องหมายเลข 5 เมื่อปรากฎว่าจำเลยรื้อไปเพียง 3 ด้าน เหลือด้านที่ติดต่อกับที่ดินของจำเลยไว้หนึ่งด้าน แล้วจำเลยกลับทำต่อเติมติดต่อกับเรือนของจำเลยเป็นเหตุให้ชายคาน้ำตกที่ต่อเติมล้ำเข้าไปในที่พิพาทของโจทก์ ดังนี้แม้ในคำพิพากษาจะมิได้วินิจฉัยเกี่ยวถึงเรื่องการรุกล้ำชายคาน้ำตกซึ่งมีอยู่ก่อนนั้นก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิ์ขอให้ศาลสั่งจำเลยรื้อชายคาน้ำตกส่วนที่รุกล้ำเข้าไปในที่ของโจทก์ได้ โจทก์ไม่จำเป็นต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ และไม่เป็นการสั่งเกินคำขอ
ย่อยาว
คดีนี้อนุสนธิมาจากคดีแพ่งแดงที่ ๒๘๘/๒๔๙๑ ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทและห้องแถวหมายเลข ๑ ถึงเลข ๔ ห้ามมิให้จำเลยเกี่ยวข้องต่อไป และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหมายเลข ๕,๖ และ ๗ ออกจากที่พิพาท ศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน ๓๐ วันในการปฏิบัติตามคำบังคับนี้ได้มีผู้ยื่นคำร้องเข้ามาคือ นายระวิ ต.ชูรินทร์ และโจทก์
คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาฉะเพาะข้อที่โจทก์ยืนยันว่าจำเลยรื้อโรงเรือนหมายเลข ๕ ไปเพียงบางส่วน ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อไปให้หมด
โจทก์ชี้ให้ศาลดูฝาด้านหลังบ้านจำเลยซึ่งล้ำหมุดเขตต์เข้ามาในที่พิพาท โจทก์ว่าฝาหลังบ้านจำเลยนี้เป็นฝาของโรงเรือนหมายเลข ๕ ซึ่งจำเลยรื้อไป แต่ไม่รื้อฝาด้านนี้
จำเลยแถลงชั้นแรกว่า ฝาที่ว่านี้เป็นฝาเติมของโรงเรือนหมายเลข ๕ แล้วกลับแถลงใหม่ว่าเป็นฝาเดิมของจำเลย โดยโรงเรือนหมายเลข ๕ มีฝา ๓ ด้าน และจำเลยได้รื้อออกหมดสิ้นแล้ว จำเลยแถลงรับต่อไปว่า ฝาซึ่งโต้เถียงกันนี้เดิมมีเพียงชั้นล่าง บัดนี้จำเลยได้ทำต่อเติมขึ้นใหม่โดยของเดิมไม่มี
ศาลชั้นต้นเห็นว่าเรื่องนี้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยรื้อสิ่งปลูกสร้างหมายเลข ๕,๖ และ ๗ ออกจากที่พิพาท จำเลยก็รับว่าที่ของจำเลยติดที่พิพาทโดยมีหลักหมุดเป็นเขตต์ ปรากฎว่าฝาด้านหลังบ้านของจำเลยยังล้ำหลักหมุดเขตต์มุมด้านเหนือ ๑๔ ซ.ม. ด้านใต้ ๑๒ ซ.ม. ชายคาน้ำตกล้ำเข้าไปในที่พิพาท ๓๘ ซ.ม.
จึงมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ล้ำเขตต์ที่พิพาทออกไปภายใน ๓ วัน
จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รื้อฝาที่ล้ำเข้าไปในที่พิพาท แต่ที่มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนชายคาน้ำตกเรือนของจำเลยซึ่งล้ำเข้าไปในที่พิพาทด้วยนั้น ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะตามฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งแดงที่ ๒๘๘/๒๔๙๑ หามีคำขอให้จำเลยรื้อถอนชายคาน้ำตกที่ล้ำเข้าไปในที่พิพาทและในคำพิพากษาศาลฎีกาก็หาได้วินิจฉัยเกี่ยวถึงเรื่องการรุกล้ำชายคาน้ำตกซึ่งมีอยู่ก่อนนั้นไม่ พิพากษาแก้ว่าในเรื่องบังคับให้จำเลยรื้อถอนชายคาน้ำตกที่ล้ำเข้าไปในที่พิพาทนั้นให้ยกเสียนอกนี้คงเดิม
โจทก์จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำแถลงคู่ความฟังได้ว่า สิ่งปลูกสร้างหมายเลข ๕ ของจำเลยซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาให้จำเลยรื้อออกไปจากที่พิพาทมีฝา ๔ ด้าน จำเลยรื้อไปเพียง ๓ ด้าน เหลือด้านที่ติดต่อกับที่ดินของจำเลยไว้ ๑ ด้าน แล้วจำเลยกลังทำต่อเติมติดต่อกับเรือนของจำเลยเป็นเหตุให้ชายคาน้ำตกที่ต่อเติมล้ำเข้าไปในที่พิพาทของโจทก์ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยจงใจประวิงเพื่อขัดขืนการบังคับคดีของศาล ไม่เห็นพ้องด้วยความเห็นศาลอุทธรณ์ เพราะการที่ชายคาน้ำตกล้ำเข้าไปในที่พิพาทของโจทก์นั้นก็เนื่องจากจำเลยรื้อฝาสิ่งปลูกสร้างหมายเลข ๕ ออกไปไม่หมด ๔ ด้าน เหลือไว้ ๑ ด้าน และก่อสร้างเพิ่มเติมฝาด้านที่เหลืออยู่จนเป็นเหตุให้ชายคาน้ำตกล้ำเข้าไปในที่พิพาทของโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นวัดได้ถึง ๓๘ ซ.ม. โจทก์มีสิทธิ์ขอให้บังคับคดีในชั้นนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องฟ้องเป็นคดีใหม่ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น