คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1906/2516

แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อสั้น

จำเลยเป็นผู้เช่าที่พิพาทจากโจทก์ ได้ทำสัญญากับโจทก์ขอเลิกสัญญาเช่าและยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปภายในเวลาที่กำหนด แม้จำเลยจะได้ขายสิ่งปลูกสร้างให้บุคคลภายนอกไปก็หาเป็นเหตุให้จำเลยพ้นจากหน้าที่ที่จะปฏิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ไม่ เมื่อจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปตามกำหนดจำเลยย่อมเป็นผู้ผิดสัญญาและทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จำเลยจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หากจะเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ซื้อก็เป็นเรื่องที่จำเลยกับผู้ซื้อจะต้องว่ากล่าวกันเอง แม้ตามสัญญาเมื่อจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปภายในกำหนด จำเลยจะได้รับเงินจากโจทก์จำนวนหนึ่ง และจำเลยได้โอนสิทธิเรียกร้องนั้นให้ผู้ซื้อทั้งแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว หากการโอนมีผล ก็ย่อมมีผลเป็นการโอนไปยังผู้ซื้อเฉพาะสิทธิที่จำเลยจะได้รับเงินจากโจทก์เท่านั้นหามีผลรวมถึงหนี้ซึ่งจำเลยจำต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วยไม่ผู้ซื้อเป็นเพียงบริวารซึ่งอาศัยอำนาจจำเลย ถึงแม้จำเลยจะไม่ได้อยู่ในสิ่งปลูกสร้าง โจทก์ก็ยังฟ้องบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

ย่อยาว

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยผู้เช่าที่ดินจากโจทก์ ทำหนังสือสัญญายินยอมออกจากที่เช่า โดยขอเลิกสัญญาเช่าและยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปพ้นกำหนดแล้วไม่ยอมปฏิบัติ ขอให้บังคับและให้ใช้ค่าเสียหาย

จำเลยต่อสู้ว่า ได้โอนขายอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้นายเต็งบุ้งนายเต็งบุ้งได้แจ้งการโอนไปยังโจทก์แล้ว การรื้ออาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นหน้าที่ของนายเต็งบุ้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกับออกไปจากที่พิพาท กับให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 296 บาทแก่โจทก์จากวันฟ้องไปจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังว่าจำเลยได้ขายอาคารและสิ่งปลูกสร้างในที่รายพิพาทให้นายเต็งบุ้งไปแล้วตามคำให้การของจำเลย ก็หาเป็นเหตุให้จำเลยพ้นจากหน้าที่ที่จะปฎิบัติตามสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2512 ไม่ กล่าวคือ จำเลยจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2513ที่จำเลยฎีกาว่าหากจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปจะเป็นการละเมิดสิทธิของนายเต็งบุ้งผู้ซื้อ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยและผู้ซื้อจะต้องว่ากล่าวกันเอง เมื่อจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปภายในกำหนดตามข้อสัญญาจำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญา ที่จำเลยอ้างว่าตามสัญญา เมื่อจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปภายในกำหนด จำเลยจะได้รับเงินจากโจทก์ 5,000 บาท จำเลยได้โอนสิทธิเรียกร้องนี้ให้ผู้ซื้อ และแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์จึงควรบังคับเอาแก่ผู้ซื้อนั้น เห็นว่าการโอนสิทธิเรียกร้อง หากจะมีผล ย่อมมีผลเป็นการโอนไปยังผู้ซื้อเฉพาะสิทธิที่จำเลยอาจจะได้รับเงินจากโจทก์ 5,000 บาทเท่านั้น หาได้มีผลรวมถึงหนี้ซึ่งจำเลยจำต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วยไม่ เมื่อพ้นเวลาตามที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยยังไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่พิพาท จำเลยย่อมเป็นผู้ผิดสัญญาและทำละเมิดต่อโจทก์โดยตรง ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยไม่ได้อยู่ในอาคารสิ่งปลูกสร้างแล้วนั้น หากเป็นจริงจำเลยก็ยังต้องรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท ที่จำเลยจะให้โจทก์บังคับแก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อก็เป็นแต่อาศัยอำนาจของจำเลย ผู้ซื้อได้ชื่อว่าเป็นบริวารของจำเลยอยู่นั่นเอง โจทก์จึงฟ้องบังคับคดีแก่จำเลยได้

พิพากษายืน

Share