แหล่งที่มา : เนติบัณฑิตยสภา
ย่อสั้น
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การในตอนแรกว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยถูกต้องตามกฎหมายและตามที่โจทก์นำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ เป็นการปฏิเสธว่าจำเลยมิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ตอนท้ายให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงแล้วก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11098 จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนได้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 11099 ของนางยี่สุ่นเหล่าไพบูลย์ ปลูกสร้างอาคารโรงพยาบาลราชพฤกษ์และปลูกสร้างรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของโจทก์ประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดที่ดินของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนอาคารส่วนที่รุกล้ำแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคารโรงพยาบาลราชพฤกษ์และสิ่งปลูกสร้างอื่นที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วปรับปรุงสภาพที่ดินให้ดีเหมือนเดิม และให้จำเลยถอนร่นตัวอาคารดังกล่าวลึกเข้าไปอีกไม่น้อยกว่า 2 เมตร ถึงแนวเขตที่กำหนดหรือตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยโดยให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนหรือว่าจ้างบุคคลอื่นรื้อถอนและจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1914/2543ของศาลชั้นต้นจำเลยปลูกสร้างอาคารโรงพยาบาลราชพฤกษ์โดยถูกต้องตามกฎหมายและตามที่โจทก์นำชี้ระวังเขตที่ดิน และโจทก์ให้จำเลยเช่าที่ดินพิพาทโดยมีข้อตกลงว่า สิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างลงในที่ดินให้ตกเป็นของโจทก์ ดังนั้นหากสิ่งปลูกสร้างของจำเลยส่วนใดรุกล้ำที่ดินของโจทก์สิ่งปลูกสร้างนั้นย่อมตกเป็นของโจทก์ตามสัญญาจำเลยจึงไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำก็เป็นการกระทำโดยสุจริต และหากจำเลยต้องรับผิดและรื้อถอนอาคารตามฟ้อง อาคารส่วนที่เหลือก็จะไม่สามารถรับน้ำหนักตัวอาคารได้ ความรับผิดตามฟ้องจึงเกินขนาด จำเลยจึงขอชดใช้ราคาที่ดินตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานแทน ขอให้ยกฟ้องหรือพิพากษาให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลยตามราคาประเมินของเจ้าพนักงานที่ดิน และให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับ คืนค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้ง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่าโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ 1.5 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวที่ดินจำเลยให้การในตอนแรกว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยถูกต้องตามกฎหมายและตามที่โจทก์นำชี้ระวังแนวเขตที่ดิน มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์อันเป็นการให้การปฏิเสธว่าจำเลยมิได้ปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ต่อมาให้การว่า หากฟังว่าจำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงแล้วก็เป็นการกระทำโดยสุจริตและขอฟ้องแย้งให้โจทก์ขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำแก่จำเลยฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากจะมีเงื่อนไขและไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปด้วยกันได้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย แล้ว คำขอท้ายฟ้องแย้งยังเป็นคำขอที่ไม่อาจบังคับได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1312 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน