แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
ย่อสั้น
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำและประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มิได้กำหนดห้ามนายจ้างและลูกจ้างตกลงจ้างกันโดยคิดค่าจ้างและค่าล่วงเวลารวมกันไปในตัว นายจ้างและลูกจ้างจึงย่อมตกลงกันได้และมิใช่เป็นกรณีตกลงทำนองให้ลูกจ้างสละสิทธิในค่าล่วงเวลา จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๔ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เพราะโจทก์อบรมและให้การศึกษาเกี่ยวกับความรู้ทางกฎหมายแรงงานแก่เพื่อนคนงานด้วยกัน เป็นเหตุให้จำเลยไม่พอใจไล่โจทก์ออกจากงานอันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและจำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๒๓ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๔ ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาจำนวน ๑๙,๖๒๑ บาทให้แก่โจทก์ และให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งเดิมและอัตราเงินเดือนเท่าเดิมหากไม่สามารถรับโจทก์เข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศปัจจุบันอยู่ในสภาพไม่ดี โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับผ้าและโรงงานของจำเลยเป็นโรงงานเล็กประสบกับปัญหาดังกล่าว เป็นเหตุให้ขาดทุนจำเป็นต้องลดคนงานจึงให้โจทก์ออกจากงานและจ่ายค่าชดเชยให้จำนวน ๗,๘๐๐ บาท แต่โจทก์ไม่ยอมรับและจำเลยไม่เคยค้างค่าล่วงเวลาของโจทก์ เพราะโจทก์ทำงานไม่เกินวันละ ๘ ชั่วโมง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าล่วงเวลาขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ขณะจำเลยรับโจทก์เข้าทำงาน ได้ตกลงกันว่า ถ้าโจทก์ทำงานวันละ ๑๒ ชั่วโมง จำเลยให้ค่าจ้างเป็นการชดเชยไปในตัว เป็นค่าจ้างเดือนละ ๒,๓๐๐ บาท ถ้าโจทก์ทำงานเพียงวันละ ๘ ชั่วโมงจะให้ค่าจ้างไม่เกินเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท และโจทก์ตกลงรับค่าจ้างเดือนละ ๒,๓๐๐ บาท เชื่อว่าจำเลยมิได้ติดค้างค่าล่วงเวลาและการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแต่โจทก์และจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย ๗,๘๐๐ บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๒,๖๐๐ บาท ค่าเสียหาย ๗,๘๐๐ บาทรวม ๑๘,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตั้งแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและเรื่องการคุ้มครองแรงงาน มิได้กำหนดห้ามไม่ให้นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ้างกัน โดยคิดค่าจ้างและค่าล่วงเวลารวมกันไปในตัว นายจ้างและลูกจ้างจึงย่อมตกลงกันได้ และมิใช่เป็นกรณีตกลงทำนองที่ลูกจ้างสละสิทธิในค่าล่วงเวลา จึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และย่อมมีผลบังคับระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
พิพากษายืน