เรื่อง ซื้อขาย ค้ำประกัน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8471/2561)

เรื่อง ซื้อขาย ค้ำประกัน

ใช้เวลาอ่านประมาณ 1 นาที

สัญญาตามเอกสาร  จ.4  เป็นสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไขบังคับ  กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข  คือ  ได้ชำระราคาแก่ผู้ขายครบถ้วนแล้ว  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 459 สัญญาดังกล่าวไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกให้เช่า  และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า  โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว  ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา  572  อันว่าด้วยลักษณะเช่าซื้อแต่อย่างใด  สัญญาดังกล่าวจึงไม่ใช่สัญญาเช่าซื้อ 

                   ตามสัญญาซื้อขายแบบมีเงื่อนไข ข้อ 33  ระบุว่า  “…ในกรณีที่สัญญาฉบับนี้ได้มีการบอกเลิกสัญญา  หรือสิ้นสุดลงตามกฎหมาย  ผู้ซื้อจะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี  ณ  ภูมิลำเนาของผู้ขายด้วยค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อ  พร้อมทั้งชำระค่าเสียหาย  หนี้สินที่ค้างชำระให้ผู้ขาย  และจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าขาดประโยชน์  ค่าซ่อม  หรือค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินที่ซื้อ…  รวมทั้งไม่ตัดสิทธิผู้ขายที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายต่าง ๆ หากมีขึ้นหรือเพิ่มขึ้น”  สัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินความจำเป็นเมื่อผู้ซื้อผิดข้อตกลงดังกล่าว  และหาทำให้อิสระในการแสดงเจตนาทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข  ให้กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาเช่าซื้อไม่  จึงไม่ต้องนำหลักเกณฑ์ในเรื่อง
ค่างวดที่ต้องชำระ  3  งวดติดต่อกัน  และในเรื่องมีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามแบบสัญญาเช่าซื้อมาใช้บังคับ  เมื่อจำเลยที่ 1  ยินยอมส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์  จึงถือว่าโจทก์และจำเลยที่  1  มีเจตนาเลิกสัญญาโดยปริยาย สัญญาย่อมเป็นอันสิ้นสุด โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าขาดราคาและค่าติดตามทวงถามจากจำเลยที่ 1 รวมถึง จำเลยที่  2 และที่  3  ในฐานะผู้ค้ำประกันและเป็นลูกหนี้ร่วมได้   

(ฎีกา 8471/2561) 

Share