ฐานะของผู้ร้องขอสวมสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความแทนในชั้นบังคับคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2048/2562
ใช้เวลาอ่านประมาณ 1 นาที
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2048/2562 -ว. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท โดยนำไปจำนองเป็นประกันการชำระหนี้แล้วผิดนัดชำระหนี้ จนถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องและนำยึดออกขายทอดตลาด แต่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังไม่ได้มีการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์รายใดไป กรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงยังคงเป็นของ ว. อยู่ ยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลง การที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ พ. เจ้าหนี้เดิมถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย โดยบริษัทเงินทุน ธ. เป็นผู้ประมูลซื้อทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ได้ แล้วร้องขอสวมสิทธิเข้ามาเป็นคู่ความแทน บริษัทเงินทุน ธ. จึงอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น หาทำให้กลายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปไม่ การที่ผู้ร้องร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินย่อมกระทบถึงสิทธิในทรัพย์สินของ ว. เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ว. ซึ่งเป็นลูกหนี้จึงไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของตนเองดังกล่าวได้ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่จะมีอำนาจในการจัดการและจำหน่ายทรัพย์สิน รวมถึง การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 การร้องคัดค้านเข้ามาในคดีจึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย
เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทก่อนที่ผู้ร้องเข้าไปครอบครองทรัพย์พิพาท โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ปิดประกาศ ยึดทรัพย์ไว้ ณ ทรัพย์ที่ยึด ผู้ร้องได้ทราบถึงการที่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดซึ่งปัจจุบันได้ความว่าอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการแจ้งบริษัทเงินทุน ธ. ให้ตรวจสอบการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และสำนักงานวางทรัพย์กำลังประเมินราคาใหม่ อันอยู่ในขั้นตอนและกระบวนการในการขายทอดตลาดทรัพย์ การที่ผู้ร้องอ้างว่าได้เข้ามาครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท และได้ประกาศต่อบุคคลทั่วไปว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองโดยความสงบด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเพราะสิทธิของผู้ร้องถูกกระทบโดยการบังคับคดีตามคำพิพากษามาโดยตลอด แม้ผู้ร้องครอบครองติดต่อกันกว่า 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ซึ่งผู้คัดค้านในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ ว.เจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่ดินได้ยื่นคำคัดค้านโต้แย้ง คดีจึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ จึงเป็นคดีพิพาทกันเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์อันถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทโดยในชั้นแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ต่อมาศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์จึงมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้อง แต่ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องนำค่าขึ้นศาลมาชำระให้ครบถ้วนก่อนวันนัดฟังคำพิพากษา คำสั่งศาลชั้นต้นในครั้งหลังนี้จึงมีผลเท่ากับเป็นการเพิกถอนคำสั่งเดิมที่สั่งไปโดยผิดหลงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 อยู่ในตัวแม้ว่าศาลชั้นต้นจะมิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมโดยแจ้งชัดซึ่งในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์และฎีกาของผู้ร้องต่อมา ศาลชั้นต้นก็ได้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากผู้ร้องอย่างคดีมีทุนทรัพย์เช่นเดียวกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้วมิใช่เป็นการเรียกค่าขึ้นศาลโดยไม่ถูกต้องที่ศาลฎีกาจะต้องสั่งคืนให้แก่ผู้ร้องแต่อย่างใด