แหล่งที่มา : เนติบัณฑิตยสภา
ย่อสั้น
ผู้ที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 จัตวา (3) ได้ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกบังคับคดีให้ขับไล่จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาล แม้จะอ้างว่ายื่นเข้ามาในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ อ. สามีซึ่งถึงแก่กรรมที่ได้ร่วมกันครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นบุตรของผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นบริวารลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเช่นกัน
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2543 ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาถึงที่สุด โดยให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 89/1 หมู่ที่ 15 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 14607 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานีห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งสามเป็นบุคคลภายนอกคดีและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 14607 โดยการครอบครองปรปักษ์ด้วยการเป็นผู้รับมรดกรับช่วงสิทธิในที่ดินจากนายอัครเดช แซ่จึง สามีของผู้ร้องที่ 1 กับเป็นบิดาของผู้ร้องที่ 2และที่ 3 ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วและได้ครอบครองสืบสิทธิ รวมเป็นเวลา 11 ปีเศษ ผู้ร้องทั้งสามมิใช่บริวารของจำเลย จึงไม่ต้องถูกบังคับคดีขอให้งดการบังคับคดี
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทั้งสามอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์โดยอาศัยสิทธิของนายอัครเดช และมิได้ร่วมกันครอบครองที่ดินต่อเนื่องกันมาเกิน 10 ปี ผู้ร้องทั้งสามเป็นบริวารของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม ค่าคำร้องให้เป็นพับ
ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้ร้องทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสามแสดงอำนาจพิเศษว่าได้สิทธิครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทโดยมิใช่บริวารของจำเลยหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) บัญญัติว่า “…ให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล…” ดังนั้น ผู้ที่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น แต่คดีนี้ผู้ร้องที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถูกบังคับคดีให้ขับไล่และต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาล แม้ผู้ร้องที่ 1 จะอ้างว่ายื่นคำร้องเข้ามาในชั้นบังคับคดีในฐานะภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอัครเดช แซ่จึง สามีซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว โดยผู้ร้องที่ 1 กับนายอัครเดชสามีมิได้ร่วมกันครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทนั้น แต่โดยที่ผู้ร้องที่ 1 เป็นจำเลยในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่และมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่ผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ไม่อาจกล่าวอ้างฐานะอื่นเพื่อแสดงอำนาจพิเศษให้หลุดพ้นจากการถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาได้ ส่วนผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ได้ความว่าเป็นบุตรของจำเลยเคยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 89/1 ในที่ดินพิพาทก็โดยอาศัยสิทธิในฐานะเป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยในชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น ต่อมาผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ย้ายไปศึกษาเล่าเรียนที่จังหวัดชลบุรีและได้แจ้งย้ายเข้าบ้านเลขที่ดังกล่าวเมื่อ 2536 ตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ร.2 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 มิได้ครอบครองปรปักษ์บ้านและที่ดินพิพาทแต่อย่างใด คงอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทก็โดยสิทธิที่เป็นบุตรของจำเลย หามีอำนาจพิเศษไม่ ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นบริวารของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น”
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ