คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 528/2537

แหล่งที่มา : สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ย่อสั้น

โจทก์ซื้อเหล็กแผ่นมาใช้ทำแบบในการก่อสร้าง ซึ่งโดยสภาพเหล็กแผ่นเป็นวัตถุที่คงทนถาวรไม่เสื่อมสภาพโดยง่าย เมื่อนำมาใช้ทำแบบในการก่อสร้างย่อมสามารถใช้ได้หลายครั้งและมีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปี รายจ่ายค่าเหล็กแผ่นจึงต้องถือว่าเป็นรายจ่ายที่บังเกิดเป็นทุนรอนหรือทรัพย์สินของโจทก์ การที่เจ้าพนักงานประเมินถือว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนและไม่ยอมให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละปี โดยเพียงแต่คำนวณหักเป็นค่าเสื่อมราคาให้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีจึงเป็นการชอบแล้ว

ย่อยาว

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
จำเลยให้การว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว
ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า “พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้ประเมินและเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2518 เพิ่มเติมเป็นเงิน113,181.91 บาท เงินเพิ่ม 22,636.38 บาท รวมเป็นเงิน 135,818.29บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519 เพิ่มเติมเป็นเงิน 712,047.88 บาทเงินเพิ่ม 142,809.50 บาท รวมเป็นเงิน 854,856.98 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 เพิ่มเติมเป็นเงิน 1,795,370.86 บาท เงินเพิ่ม359,078.09 บาท รวมเป็นเงิน 2,154,444.55 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 เพิ่มเติมเป็นเงิน 20,911,040.33 บาท เงินเพิ่ม4,182,208.07 บาท รวมเป็นเงิน 25,093,248.40 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินให้ลดภาษีที่เรียกเก็บและเงินเพิ่ม โดยในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2518 คงเรียกเก็บภาษี 27,460.69 บาท เงินเพิ่ม 5,492.13 บาท รวมเป็นเงิน32,952.82 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519 คงเรียกเก็บภาษี456,027.41 บาท เงินเพิ่ม 91,205.48 บาท รวมเป็นเงิน547,232.89 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2520 คงเรียกเก็บภาษี1,586,828.10 บาท เงินเพิ่ม 309,365.62 บาท รวมเป็นเงิน1,856,193.72 บาท และในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2521 คงเรียกเก็บภาษี 20,904,056.17 บาท เงินเพิ่ม 4,180,811.23 บาท รวมเป็นเงิน25,084,867.40 บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
สำหรับรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (5) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนนั้น โจทก์อ้างว่าเหล็กแผ่นที่ซื้อมาทำแบบส่วนใหญ่จะนำมาตัดกว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร นำมาทำเป็นแบบ เมื่อปูนแห้งต้องงัดเหล็กแผ่นออก ทำให้เหล็กแผ่นโค้งงอหมดสภาพไปโดยใช้งานไม่ถึง6 เดือน หลังจากนั้นก็จะมีสภาพเป็นเศษเหล็ก ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ซื้อเหล็กแผ่นดังกล่าวมาเพื่อใช้ทำแบบในการก่อสร้างซึ่งโดยสภาพเหล็กแผ่นเป็นวัตถุที่คงทนถาวรไม่เสื่อมสภาพโดยง่าย เมื่อนำมาใช้ทำแบบในการก่อสร้างย่อมสามารถใช้ได้หลายครั้ง นายสว่างตั้งนิสสัยตรงพยานโจทก์เองก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ และตามรายงานการตรวจสอบเอกสารหมาย จ.ล.1 แผ่นที่ 14 ปรากฏว่าเหล็กแผ่นดังกล่าวมีอายุการใช้งานได้มากกว่า 1 ปี ด้วยเหตุนี้รายจ่ายค่าเหล็กแผ่นดังกล่าวจึงต้องถือว่าเป็นรายจ่ายที่บังเกิดเป็นทุนรอนหรือทรัพย์สินของโจทก์ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินถือว่าเป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน และไม่ยอมให้ถือเป็นรายจ่ายทั้งหมดในแต่ละปี โดยเพียงแต่คำนวณหักเป็นค่าเสื่อมราคาให้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีจึงเป็นการชอบแล้ว
พิพากษายืน

Share