แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
ย่อสั้น
ฎีกาโจทก์ที่ว่าสัญญาขายฝากตามฟ้องเป็นสัญญาที่ทำขึ้นอำพรางสัญญากู้เงิน จึงใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามเจตนาเดิมได้นั้น โจทก์มิได้ยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นบรรยายเป็นประเด็นไว้ในฟ้องและศาลชั้นต้นก็มิได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยมา จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเป็นหลักฐานในการขายฝากที่ดินหาใช่เป็นหลักฐานในการกู้ยืมไม่ โจทก์จะเอาสัญญาขายฝากมาฟ้องอ้างว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ไม่ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า นายจ้างได้กู้เงินโจทก์ไป 12,000 บาท ได้ทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินให้โจทก์ไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืม ต่อมานายจ้างถึงแก่กรรมทรัพย์มรดกตกได้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตร ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า นายจ้างมิได้กู้เงินโจทก์ สัญญาขายฝากเป็นสัญญาปลอมฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะสัญญาที่ฟ้องเป็นสัญญาขายฝาก แต่โจทก์กลับมาฟ้องเป็นสัญญากู้เงินข้อเท็จจริงต่างกับฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจากกองมรดกของนายจ้างให้แก่โจทก์ตามฟ้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาขายฝากที่โจทก์นำมาฟ้องไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินกู้คืนพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญาขายฝากตามฟ้องเป็นสัญญาที่ทำขึ้นอำพรางสัญญากู้เงิน เพราะโจทก์ทำสัญญากู้เงินไม่ได้จึงได้ทำสัญญาขายฝากดังกล่าวแทน แม้จะไม่มีข้อความใดบ่งชัดว่าการกู้ยืมเงินกัน เอกสารนี้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามเจตนาเดิมนั้น เห็นว่าโจทก์มิได้ยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นบรรยายเป็นประเด็นไว้ในฟ้อง ศาลชั้นต้นก็มิได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยมาปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น เป็นฎีกาที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยได้
เกี่ยวกับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่า 50 บาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินอ้างว่านายช้าง พงษ์ชื่น ผู้ตายได้กู้ยืมโจทก์ไปเป็นเงิน 12,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย หากจำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย บรรยายฟ้องว่านายช้างได้ทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินตามภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้องให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานในการกู้ยืมนี้ปรากฏว่าเอกสารนั้นเป็นหนังสือซึ่งแสดงว่านายช้าง พงษ์ชื่นทำขึ้นเพื่อขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 47 หมู่ที่ 13 ตำบลหนองกระโดน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีราคาประเมิน 80,000 บาท ให้โจทก์ในราคา 12,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับมรดกทรัพย์ที่ขายฝาก และนายช้างได้รับเงินค่าขายฝากไว้ถูกต้องแล้ว มีข้อสัญญาบังคับไว้ด้วยว่า นายช้างจะต้องไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากคืนเป็นเงิน 20,000 บาทภายในกำหนด 3 ปี มิฉะนั้นนายช้างยอมให้ทรัพย์หลุดเป็นสิทธิแก่ผู้ซื้อฝาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสัญญาฉบับนี้เป็นหลักฐานในการที่นายจ้างขายฝากที่ดินให้โจทก์ หาใช่เป็นสัญญาในการกู้ยืมไม่ โจทก์จึงเอาสัญญาดังกล่าวมาฟ้องอ้างว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราดังกล่าวไม่ได้
พิพากษายืน