แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
ย่อสั้น
จำเลยออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมแก่โจทก์ จนโจทก์ยอมถอนการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ ต่อมาจำเลยและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ช. ผู้อาวัล มิได้ชำระเงินตามกำหนดเวลาที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยชำระด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวจึงยังไม่ระงับลง โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากหนี้ดังกล่าวต่อไปจนถึงวันที่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนและดอกเบี้ยดังกล่าวย่อมเป็นส่วนหนึ่งของหนี้ที่จะต้องชำระในคดีนี้ด้วย มิใช่หนี้ที่เกิดขึ้นใหม่การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยเพื่อบังคับคดีอีก จึงเป็นการบังคับคดีโดยชอบ
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง จำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามยอมร่วมกันชำระเงิน 7,617,803 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน7,300,000 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จโดยจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 23 พฤษภาคม 2531 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ตามยอม แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินรวม 10 โฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 10 คูหา ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้
จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2531 ด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ 2 ฉบับ ซึ่งโจทก์ยอมรับและตกลงกันให้หนี้ในคดีนี้ระงับสิ้นไปตามบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2531 และโจทก์ได้ถอนการยึดที่ดิน 10 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 10 คูหาไปแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2532 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำจำนวน 3 เส้น ของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับคดีสำหรับหนี้ในคดีนี้เพิ่มเติมซึ่งเป็นการไม่ชอบ ขอให้สั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า บันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2ตามที่จำเลยที่ 2 อ้างนั้นเป็นการหาหลักประกันมาให้ไว้แก่โจทก์เพื่อไม่ให้โจทก์บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามทันทีเท่านั้น นอกจากนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าวจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ออกตั๋วและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้อาวัลก็ไม่ได้ใช้เงินในวันที่ 15 สิงหาคม 2531 อันเป็นวันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋ว โจทก์ต้องติดตามทวงถามหลายครั้ง และเพิ่งมีการใช้เงินเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2531 จำเลยทั้งสามยังคงเป็นหนี้โจทก์ ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2531 เป็นเงิน 46,456.60 บาทพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดสร้อยข้อมือทองคำของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ 2 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมที่จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ครั้นวันที่ 13 กรกฎาคม 2531 โจทก์ทำความตกลงกับจำเลยที่ 2ตามบันทึกเอกสารหมาย ล.4 โดยจำเลยที่ 2 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2 ฉบับแก่โจทก์โดยฉบับหนึ่งจำนวนเงิน 400,000 บาท และอีกฉบับหนึ่งจำนวนเงิน 7,984,647 บาท ซึ่งตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งสองฉบับนี้สัญญาจะใช้เงินในวันที่ 15 สิงหาคม 2531 มีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด เป็นผู้อาวัลโจทก์จึงถอนการยึดทรัพย์ที่นำยึดไว้ ต่อมาจำเลยที่ 2 และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด จ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวแก่โจทก์เมื่อวันที่ 26สิงหาคม 2531 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่าการที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดสร้อยข้อมือทองคำของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติม เป็นการบังคับคดีโดยชอบหรือไม่พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 อ้างว่าการบังคับคดีของโจทก์ไม่ชอบเพราะกรณีเป็นการชำระหนี้ด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินและโจทก์ได้รับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินไปแล้ว การที่จำเลยที่ 2 และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด ขอผัดการชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์ไม่คัดค้านถือว่าโจทก์ให้ความยินยอมแล้วค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามและดอกเบี้ยที่โจทก์คำนวณขึ้นใหม่นั้นจึงเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์ชอบที่จะว่ากล่าวเอากับจำเลยที่ 2อีกต่างหากมิใช่นำมาบังคับยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เห็นว่า ตามบันทึกเอกสารหมาย ล.4 ข้อ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ยอมชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่เหลือแก่โจทก์ คำนวณถึงวันที่ 10 สิงหาคม2531 จำนวน 8,384,647 บาท ด้วยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินมอบแก่โจทก์ซึ่งถึงกำหนดชำระเงินวันที่ 15 สิงหาคม 2531 จึงเป็นการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงิน ดังนั้นหนี้จะระงับต่อเมื่อมีการใช้เงินตามตั๋วเงินครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ จำกัด มิได้ชำระเงินตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน หนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 2 ชำระด้วยตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวจึงยังไม่ระงับลง โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากหนี้ดังกล่าวต่อไปจนถึงวันที่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน และดอกเบี้ยดังกล่าวย่อมเป็นส่วนหนึ่งของหนี้ที่จะต้องชำระในคดีนี้ด้วยซึ่งโจทก์ชอบที่จะบังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้มิใช่หนี้ที่เกิดขึ้นใหม่อีกต่างหากดังจำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง ดังนั้นการที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2เพิ่มเติม อีกจึงเป็นการบังคับคดีโดยชอบ
พิพากษายืน