แหล่งที่มา : เนติบัณฑิตยสภา
ย่อสั้น
จำเลยสั่งโจทก์พิมพ์หนังสือไดเร็คตอรี่ จำนวน 5,000 เล่มเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 โดยกำหนดให้ส่งมอบในวันที่ 8ธันวาคม 2525 มีเวลาให้โจทก์ทำงานและส่งมอบเพียง 13 วันซึ่งไม่สามารถทำได้ทัน โดยจำเลยได้ตกลงผ่อนผันให้ทยอยส่งและให้ทำอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จำเลยไม่ได้ถือเอาวันที่ 8 ธันวาคม2525 เป็นข้อสำคัญ ทั้งจำเลยก็ส่งต้นฉบับให้โจทก์ล่าช้า แต่โจทก์ก็ได้จัดพิมพ์และทยอยส่งให้จำเลยจนครบเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2526จำเลยรับไว้โดยมิได้บอกกล่าวเลิกสัญญาต่อโจทก์ จึงไม่ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจำกัดใช้ชื่อว่าบริษัทเคาห์ดาวน์ จำกัด เมื่อวันที่ 2พฤศจิกายน 2525 ถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2526 จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยทั้งเจ็ด ได้ว่าจ้างโจทก์พิมพ์นามบัตร ใบสมัครสมาชิกนามบัตรขอบคุณ หนังสือไดเร็คตอรี่ และหัวกระดาษจดหมายหลายครั้งเป็นเงิน 179,150 บาท จำเลยรับเอกสารและหนังสือดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระค่าจ้าง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 184,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีในต้นเงิน174,150 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่เคยว่าจ้างโจทก์หรือมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์พิมพ์เอกสาร นามบัตรและบัตรขอบคุณ คงได้ว่าจ้างโจทก์พิมพ์เฉพาะหนังสือไดเร็คตอรี่ เป็นเงิน 241,600 บาท โจทก์ได้รับมัดจำไว้บางส่วนเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์ตกลงส่งมอบสิ่งของในวันที่ 8ธันวาคม 2525 และจำเลยจะชำระเงินจำนวนที่เหลือให้โจทก์ภายใน 60 วันนับแต่วันส่งมอบ แต่เมื่อถึงกำหนดส่งมอบ โจทก์ไม่ส่งมอบสิ่งของให้จำเลยตามกำหนด แต่ได้ส่งมอบเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2526 ซึ่งเลยกำหนดไป 2 เดือน ทำให้จำเลยเสียหาย เพราะสมาชิกซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยทั้งหกได้ถอนชื่อออกจากการสั่งจองเป็นผู้ใช้บัตรสมาชิกเคาท์ดาวน์ของจำเลยถึง 400 รายเศษ จำเลยทั้งหกขาดกำไรที่ควรจะได้รับถึง 231,250 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2526 จนถึงวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นเงิน 11,562 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 242,802 บาทขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระเงิน 242,802 บาท ให้จำเลยทั้งหก
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยผิดนัดการส่งของให้แก่จำเลยและจำเลยได้รับเอกสารต่าง ๆ ที่ว่าจ้างโจทก์พิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้ง
จำเลยที่ 7 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 79,150 บาทให้โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7เมษายน 2526 จนกว่าจะชำระเสร็จให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ชำระเต็มตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน179,150 บาท ให้โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า “พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายเชาว์วรรณ ภาษิตปรัชญา เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยทั้งเจ็ดเป็นผู้เริ่มก่อการบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัดซึ่งมีวัตถุประสงค์ทำบัตรส่วนลดโดยออกบัตรเช่นเดียวกับบัตรอเมริกันเอกซ์เพรสให้แก่สมาชิกเพื่อไปซื้อสินค้าจากร้านหรือบริษัทที่บริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด ได้ติดต่อไว้ และสมาชิกจะต้องจ่ายค่าสมาชิกให้แก่บริษัท มีนางสาวสุณิธิ เปล่งศรีงาม เข้ามาเกี่ยวข้องกับบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด นี้ด้วย บริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัทจำเลยทั้งเจ็ดได้ว่าจ้างโจทก์พิมพ์หนังสือไดเร็คตอรี่รายชื่อห้างร้านบริษัทที่บริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด ได้ติดต่อไว้เพื่อแจกให้สมาชิกจำนวน 5,000 เล่ม ราคา 241,600 บาทวางมัดจำไว้ 100,000 บาท กำหนดส่งมอบในวันที่ 8 ธันวาคม 2525จำเลยจะชำระเงินจำนวนที่เหลือภายใน 60 วัน นับแต่วันรับหนังสือนางสาวสุณิธิรับหนังสือไดเร็คตอรี่ไว้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์2526 ซึ่งช้ากว่ากำหนด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ฎีกาเป็นข้อแรกว่านางสาวสุณิธิ เปล่งศรีงาม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด และไม่ได้เป็นตัวแทนเชิดของจำเลยทั้งเจ็ดจำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้ว่าจ้างโจทก์พิมพ์หนังสือเชิญชวน (โบรชัวร์)บัตรขอบคุณ ใบสมัคร นามบัตร ตามฟ้อง เห็นว่า ตามหนังสือบริคณห์สนธิบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด ผู้เริ่มก่อการ 7 คน นอกจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 แล้ว ยังมีนางสาวทวิพร เปล่งศรีงาม อยู่บ้านเลขที่ 259/122ซอยสุขุมวิท 71 แขวงพระโขนง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานครเป็นผู้เริ่มก่อการด้วยอีกคนหนึ่ง และมีนางสาวสุณิธิ เปล่งศรีงามอยู่บ้านเดียวกันกับนางสาวทวิพรเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองว่าผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด ทุกคนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้านางสาวสุณิธิด้วย ซึ่งหนังสือดังกล่าวทำขึ้น วันที่ 17ธันวาคม 2525 ตามเอกสารหมาย จ.2 แต่ตามใบสั่งพิมพ์หนังสือเชิญชวนหรือโบรชัวร์จำนวน 5,000 ชุด เป็นเงิน 25,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยนางสาวสุณิธิ เปล่งศรีงาม ลงลายมือชื่อ และระบุตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด กลับปรากฏว่าลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2525 กำหนดส่งมอบของในวันที่ 15 พฤศจิกายน2525 และโจทก์ส่งมอบให้แล้วตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับไว้ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2525 ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่าเป็นผู้รับสิ่งของดังกล่าวไว้ อันเป็นเวลาก่อนที่จะจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเอกสารหมาย จ.2 ประมาณ 1 เดือนส่วนใบสั่งพิมพ์เอกสารหมาย จ.5 ที่สั่งพิมพ์กระดาษหัวจดหมาย จำนวน600 แผ่นกับกระดาษหัวจดหมาย พร้อมข้อความเป็นภาษาอังกฤษ 2 แบบ ๆ ละ200 แผ่น รวมเป็น 400 แผ่น นั้น จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อก็สั่งพิมพ์ก่อนจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเอกสารหมาย จ.2เช่นกัน เอกสารหมาย จ.3 และ จ.5 นี้ โจทก์ได้ระบุอ้างไว้แล้วเพียงแต่มิได้ส่งสำเนาเอกสารให้จำเลยเท่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 87(2) เพราะเป็นพยานสำคัญในคดี และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6ซึ่งเป็นฝ่ายนำสืบภายหลังก็ยังมีสิทธินำสืบคัดค้านได้ ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 เสียเปรียบ ทั้งจำเลยที่ 2 ผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารจ.5 ก็มิได้เบิกความปฏิเสธว่า ไม่ใช่หนังสือของตนตรงกันข้ามจำเลยที่ 5 กลับเบิกความยอมรับว่า ลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.5เป็นของจำเลยที่ 2 สำหรับกระดาษที่ใช้พิมพ์เอกสารหมาย จ.3และเอกสารหมาย จ.5 นี้เหมือนกับกระดาษที่ใช้พิมพ์ใบสั่งพิมพ์หนังสือไดเร็คตอรี่เอกสารหมาย จ.9 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ยอมรับว่าได้สั่งโจทก์พิมพ์โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อ โดยเป็นกระดาษแบบฟอร์มของบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด ชนิดเดียวกัน ที่จำเลยนำสืบว่านางสาวสุณิธิมิได้เกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด หรือจำเลยทั้งเจ็ดนั้นก็เบิกความลอย ๆ ทั้ง ๆที่เอกสารยืนยันอยู่ จึงรับฟังได้ว่าขณะที่ยังมิได้จดทะเบียนบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด จำเลยทั้งเจ็ดได้เชิญนางสาวสุณิธิเป็นกรรมการผู้จัดการหรือตัวแทน จึงเชื่อว่าจำเลยทั้งเจ็ดได้สั่งโจทก์พิมพ์หนังสือเชิญชวน (โบรชัวร์) นามบัตร ใบสมัครและบัตรขอบคุณลูกค้าจริง ซึ่งโจทก์ก็ได้พิมพ์ส่งมอบให้จำเลยทั้งเจ็ดเรียบร้อยแล้วตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.4, จ.6, จ.7 จำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องร่วมกันชำระเงินตามเอกสารดังกล่าวรวม 36,500 บาท ส่วนเงินจำนวน1,050 บาท ตามใบส่งของเอกสารหมาย จ.8 นั้น นายยรรยงค์ มณีบูลย์เป็นผู้สั่งพิมพ์นามบัตรและเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับของเอง น่าเชื่อว่านายยรรยงค์สั่งโจทก์พิมพ์เองไม่เกี่ยวกับบริษัทเคาท์ดาวน์จำกัด และจำเลยทั้งเจ็ด ศาลฎีกาจึงเห็นว่า จำเลยทั้งเจ็ดไม่ต้องรับผิดในเงินจำนวน 1,050 บาทนี้ และคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ จึงเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่ 7 จะมิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาก็ให้มีผลถึงจำเลยที่ 7 ด้วยที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ฎีกาว่า สำหรับหนังสือไดเร็คตอรี่ที่สั่งโจทก์พิมพ์ตามเอกสารหมาย จ.9 จำนวน 5,000 เล่ม โจทก์ไม่ส่งให้จำเลยในเวลาที่กำหนดไว้โดยส่งล่าช้าจำเลยไม่ได้รับไว้ จึงไม่ต้องชำระค่าจ้างที่ค้างอยู่อีกจำนวน 141,600 บาทนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ในเอกสารหมาย จ.9 จะกำหนดวันที่ส่งมอบไว้ในวันที่ 8 ธันวาคม2525 แต่วันที่จำเลยสั่งพิมพ์คือวันที่วางเงินมัดจำไว้ 100,000 บาทซึ่งเป็นวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 มีเวลาให้โจทก์ทำงานและส่งมอบเพียง 13 วัน น่าเชื่อตามที่โจทก์นำสืบว่า ทำไม่ทันโดยจำเลยได้ตกลงผ่อนผันให้ทยอยส่งและให้ทำให้อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จำเลยไม่ได้ถือเอาวันที่ 8 ธันวาคม 2525 เป็นข้อสำคัญ จำเลยส่งต้นฉบับให้โจทก์ช้า แต่โจทก์ก็ได้จัดพิมพ์ และทยอยส่งให้จำเลยงวดแรกวันที่ 28ธันวาคม 2525 และส่งครบในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2526 ซึ่งนางสาวสุณิธิเป็นผู้รับไว้ตามเอกสารหมาย จ.10 โดยจำเลยทั้งเจ็ดมิได้บอกกล่าวเลิกสัญญาต่อโจทก์แต่อย่างใด จึงถือว่าจำเลยทั้งเจ็ดได้รับหนังสือไดเร็คตอรี่จำนวน 5,000 เล่ม จากโจทก์ครบถ้วนโดยไม่ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งเจ็ดจึงต้องรับผิดชำระเงินส่วนที่ค้างอยู่อีก 141,600 บาท แก่โจทก์ รวมกับจำนวนแรกเป็นเงินทั้งสิ้น 178,100 บาท ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 อ้างว่า จำเลยไม่ยอมรับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์กับนางสาวสุณิธิสมคบกันทำเอกสารหมาย จ.10 ขึ้นนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มิได้คัดค้านเอกสารหมาย จ.10 ว่าเป็นเอกสารที่ไม่ถูกต้องแต่อย่างใด จึงฟังว่านางสาวสุณิธิกรรมการผู้จัดการบริษัทเคาท์ดาวน์ จำกัด หรือตัวแทนเชิดของจำเลยทั้งเจ็ดได้รับมอบหนังสือไดเร็คตอรี่ไว้ตามสัญญาถูกต้องแล้ว”
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน178,100 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2526 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์