แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
ย่อสั้น
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้วถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับการงดการบังคับคดีโดยอ้างเพียงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่าจำเลยต้องปฏิบัติอย่างไร เช่นนี้ฎีกาของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
ย่อยาว
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 25,875 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 22,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจตามคำพิพากษาจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมด
จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิในการที่ไม่ถูกบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอคุ้มครองสิทธิให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร หากจำเลยปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อดำเนินการต่อไป และสั่งคำร้องขอคุ้มครองสิทธิในการที่ไม่ถูกบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์ว่า คำร้องของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการของดการบังคับคดี เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง จึงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยดังกล่าว
จำเลยฎีกาคำสั่งทั้งสองฉบับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรโดยอ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้วินิจฉัยชี้ขาดว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติอย่างใด และศาลชั้นต้นก็ไม่เคยแจ้งให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้วถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกให้จำเลยนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาคำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบมาตรา 247 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกี่ยวกับการงดการบังคับคดี เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดีซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง จึงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องของจำเลยดังกล่าว แต่จำเลยฎีกาคำสั่งโดยอ้างเพียงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้ระบุชัดแจ้งว่าจำเลยต้องปฏิบัติอย่างไร เช่นนี้ฎีกาของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายกฎีกาของจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.