คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2521

แหล่งที่มา : เนติบัณฑิตยสภา

ย่อสั้น

การแจ้งทะเบียนสำมะโนครัวย้ายที่อยู่ยังไม่เป็นการย้ายภูมิลำเนาจนกว่าจะได้ย้ายถิ่นที่อยู่เปลี่ยนภูมิลำเนาจริงก่อนครบ 1 ปี หลังจากย้ายภูมิลำเนา เจ้าหนี้ยังฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลตามภูมิลำเนาเดิม ของลูกหนี้ได้

ย่อยาว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า “ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 137/26 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ศาลแพ่งไม่มีอำนาจรับฟ้องคดีนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 110 ตำบลหัวหมาก อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จำเลยเพิ่งแจ้งย้ายทะเบียนบ้านออกจากบ้านดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2516 ว่าจำเลยย้ายไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 137/26 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อที่ว่าเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2517 เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านเลขที่ 137/26ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ปรากฏว่าบ้านดังกล่าวเป็นบ้านร้างกระจกถูกถอดออกหมดเหลือแต่วงกลม ประตูหน้าต่างถูกถอดออกหมดเหลือแต่วงกบ หัวส้อมถูกถอดออกหมด และไม่มีทรัพย์สินอื่นอยู่ภายในบ้านดังกล่าวประกอบกับ เมื่อจำเลยโอนที่ดินให้นางนารีบุตรจำเลยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2516วันที่ 7 สิงหาคม 2516 และวันที่ 17 กันยายน 2516 จำเลยระบุในเรื่องวาระขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมว่า จำเลยอยู่ที่บ้านในเขตอำเภอบางกะปิกรุงเทพมหานคร ดังที่ปรากฏตามเอกสาร จ.1, จ.2 และ จ.3 แสดงให้เห็นว่าหลังจากที่จำเลยแจ้งย้ายทะเบียนบ้านออกจากบ้านเลขที่ 110 ตำบลหัวหมากอำเภอบางกะปิแล้ว จำเลยมิได้ย้ายไปอยู่ในานเลขที่ 137/26 ตำบลสัตหีบอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำเลยย้ายทะเบียนบ้านออกจากบ้านเลขที่ 110ตำบลหัวหมาก อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เข้าไปในบ้านเลขที่ 137/26ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตบหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อความสะดวกในการติดต่อขอรับเงินชดเชยค่าที่ดิน บ้าน และพืชผลจากทางราชการตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำเท่านั้น ความจริงจำเลยคงอยู่ในอำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตลอดมาอย่างน้อยจนถึงวันที่ 17 กันยายน 2516 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม2517 อันอยู่ในระยะเวลาภายในตำแหน่งปีนับตั้งแต่วันที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 150ศาแพ่งจึงมีอำนาจรับฟ้องดดีนี้ไว้พิจารณาไว้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัวโดยอ้างว่าจำเลยมีที่ดินที่ตำบลสัตหีบ 1 แปลง เนื้อที่ 326 ไร่ ราคา 18 ล้านบาท และมีที่ดินที่ตำบลนาจอมเทียน 1 แปลง เนื้อที่ 393 ไร่เศษ ร่วมกับนางนารีบุตร จำเลยเฉพาะส่วนของจำเลยกึ่งหนึ่งราคา 5 ล้านบาทนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าที่ดินแปลงเนื้อที่326 ไร่เศษของจำเลยถูกทางราชการเวนคืน และคณะกรรมการเวนคืนกำหนดค่าทดแทนให้จำเลยเพียง 914,657.75 บาท และขณะนี้นายอำเภอสัตหีบสั่งยึดที่ดินแปลงนี้เสียแล้วเพราะจำเลยค้างชำระค่าภาษีเงินได้และภาษีการค้าตั้งแต่ พ.ศ. 2509 ถึง พ.ศ. 2513 รวมเป็นเงิน 21,097,914.44 บาท ส่วนที่ดินเนื้อที่ 393 ไร่เศษที่จำเลยเป็นเจ้าของร่วมกับนางนารีบุตรจำเลยเฉพาะส่วนของจำเลยครึ่งหนึ่งราคา 5 ล้านบาทนั้น แม้จะไม่นับหนี้ที่จำเลยเป็นเจ้าหนี้อื่นตามคำพิพากษาอีก 10 คดี เฉพาะหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์กับหนี้ค่าภาษีเงินได้และภาษีการค้าที่จำเลยเป็นหนี้กรมสรรพากร และมิได้อยู่ในระหว่างผ่อนชำระ รวมเป็นเงินถึง 21,668,444.99 บาท ซึ่งมีจำนวนเกินกว่าราคาที่ดินของจำเลยมากจำเลยจึงมีหนี้สินล้นพ้นตัว”

พิพากษายืน

Share