คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2548

แหล่งที่มา : สำนักวิชาการ

ย่อสั้น

ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท รอการลงโทษจำคุกไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้เป็นจำคุก 6 เดือนไม่รอการลงโทษเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสูงขึ้นด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษจำคุกข้อหาความผิดดังกล่าวสูงขึ้น จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ย่อยาว

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย
จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขาย และข้อหามีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหาทำไม้ ตั้งโรงงานแปรรูปไม้และแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง, 74 ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง จำคุก 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบไม้แดงและไม้สะเดาจำนวน 12 ท่อน ข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 73 วรรคสอง (2) ฐานมีไม้แปรรูปรวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) อีกกระทงหนึ่งด้วย จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 9 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ ริบไม้แปรรูป 125 แผ่นของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานมีไม้แปรรูป รวมปริมาตรไม้เกิน 2 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่งชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีการคัดสำเนาประกาศรัฐมนตรีกำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ไว้ในท้องที่เกิดเหตุและจำเลยทราบประกาศนั้นแล้ว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวได้ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้ออกประกาศให้กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตลอดเขตท้องที่จังหวัดทุกจังหวัด โดยมีการคัดสำเนาประกาศไว้ในท้องที่เกิดเหตุและจำเลยได้ทราบประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้อง และเมื่อข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น มาตรา 73 วรรคสอง (2) กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกเพียง 1 ปี ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยโจทก์ไม่จำต้องนำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาประการสุดท้ายขอให้รอการลงโทษในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวง หรือรอยตรารัฐบาลขาย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้เพราะเห็นว่าต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้รอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีการับวินิจฉัยและเห็นว่าปริมาณไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด รวมปริมาตร 3.64 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับเป็นปริมาณที่ค่อนข้างมาก สร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศชาติ พฤติการณ์แห่งคดีจึงร้ายแรง ทั้งข้อหาความผิดฐานมีไม้แปรรูปฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษซึ่งเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษในข้อหาความผิดนี้เช่นกัน ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ นั้น โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักโดยไม่รอการลงโทษ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษเพียงประการเดียว มิได้อุทธรณ์ขอให้กำหนดโทษสูงขึ้นด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดโทษจำคุกข้อหาความผิดดังกล่าวสูงขึ้น จึงเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ แม้จำเลยไม่ได้ฎีกาในปัญหานี้แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225”
พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปฯ ให้ลงโทษจำเลย จำคุก 4 เดือน ลงโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว รวมจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

Share