คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2525

แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อสั้น

ผู้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในขณะทำสัญญาก็ได้ เพราะสารสำคัญที่เป็นวัตถุประสงค์ของการซื้อขายก็คือให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ไปโดยชำระราคาตามที่ตกลง หากผู้ขายสามารถจัดการให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยชำระราคาตามที่ตกลงไว้สัญญาจะซื้อขายนั้นก็ใช้ได้แล้ว (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1214/2498)

ย่อยาว

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินเฉพาะส่วนในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๘ เนื้อที่ ๘๐ ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ ๑๔๐๙/๑๘ ในราคา ๔๗๐,๐๐๐ บาทจากโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารท้ายฟ้อง จำเลยผิดสัญญาโดยชำระเงินให้โจทก์เพียงงวดเดียว ๑๐,๐๐๐ บาท โจทก์บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้ขับไล่และให้ส่งมอบที่ดินและบ้านดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยและให้ใช้ค่าเสียหาย
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๘ แต่โจทก์ได้แสดงว่าเป็นเจ้าของหมู่บ้านศิริพร จัดสรรบ้านขายพร้อมที่ดิน โดยรับรองแก่บุคคลอื่นและจำเลยว่าหมู่บ้านศิริพรจะมีทั้งถนนคอนกรีตหรือลาดยาง และน้ำประปาใช้อย่างสมบูรณ์ จำเลยหลงเชื่อจึงตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ในราคา ๔๗๐,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ปล่อยถนนเป็นดินเป็นโคลนเดินทางเข้าออกลำบาก น้ำประปาไม่มีโจทก์เพียงแต่ต่อน้ำบาดาลให้ใช้ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทำหนังสือสัญญาเพราะสำคัญผิดว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้าง นิติกรรมระหว่างโจทก์จำเลยเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๑๓ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โจทก์เป็นหญิงมีสามี ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากสามี จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านเลขที่ ๑๔๐๙/๑๘ และส่งมอบบ้านกับที่ดินให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยพร้อมกับค่าเสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีอาชีพจัดสรรที่ดินและปลูกบ้านขายอยู่ที่หมู่บ้านศิริพร ซอยเสนานิคม ๒ ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โจทก์ปลูกสร้างโรงเรือนเป็นทั้งบ้านไม้และตึกมาแล้วประมาณ ๑๐๐ กว่าหลังและได้ทำการจัดสรรโอนขายให้ผู้ซื้อไปเรียบร้อยแล้ว คงเหลืออาคารที่ยังไม่ได้โอนขายเพียง ๔ – ๕ หลัง เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๒๐ จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินเฉพาะส่วนในโฉนดเลขที่ ๑๑๘ พร้อมอาคารตึกเลขที่ ๑๔๐๙/๑๘ จากโจทก์ในราคา ๔๗๐,๐๐๐ บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑ ปัจจุบันนางอุดมยังเป็นเจ้าของที่ดินเฉพาะส่วนที่ปลูกตึกรายพิพาทนี้ โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๘ ในปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจขายที่ดินและตึกรายพิพาทให้จำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในขณะทำสัญญาก็ได้ เพราะสารสำคัญที่เป็นวัตถุประสงค์ของการซื้อขายก็คือ ให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ไปโดยชำระราคาตามที่ตกลงกัน หากผู้ขายสามารถจัดการให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยชำระราคาตามที่ตกลงกันไว้ สัญญาจะซื้อขายนั้นก็ใช้ได้แล้ว เมื่อโจทก์มีความสามารถจัดการโอนที่ดินและตึกรายพิพาทให้จำเลยได้ โจทก์ย่อมมีอำนาจขายที่ดินและตึกรายพิพาทให้จำเลย
พิพากษายืน

Share