คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5329/2558

แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ย่อสั้น

บริษัทในเครือโจทก์ประกอบกิจการขายอาหารประเภทโดนัทมาเป็นเวลานานหลายสิบปี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคจนมีการขยายกิจการไปหลายแห่งทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ แสดงถึงการเป็นกิจการขนาดใหญ่มีสาขาเครือข่ายมาก ถือได้ว่าเป็นกิจการที่มีชื่อเสียง และมีการประชาสัมพันธ์โดยเปิดเว็บไซต์ให้บุคคลเข้าดูรายละเอียดทางอินเทอร์เน็ตได้ ทั้งคำว่า “KRISPY KREME” ซึ่งมีลักษณะเลียนจากคำว่า “CRISPY CREAM” โดยมีเสียงอ่านเป็นทำนองเดียวกันนั้น มีลักษณะให้เห็นได้ว่าเป็นคำประดิษฐ์ที่ใช้ความคิดสร้างคำโดยนำคำ 2 คำ มาใช้ประกอบกัน ทั้งที่คำทั้งสองไม่น่าจะใช้ประกอบกันได้เนื่องจากคำว่า CRISPY ซึ่งย่อมเข้าใจได้ตามปกติว่ามีความหมายว่ากรอบ ขณะที่คำว่า CREAM เป็นคำที่หมายถึงครีมที่มีลักษณะเหลวเป็นปกติ เมื่อนำมาใช้ประกอบกันจึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน จึงเป็นการใช้คำที่แปลกไปจากการใช้คำตามปกติธรรมดาโดยทั่วไป ย่อมดึงดูดและสร้างสรรค์ให้เกิดความสนใจรวมทั้งช่วยให้สังเกตจดจำได้ดีมีลักษณะเด่น มีลักษณะที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ดังนี้ที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบริษัทว่า “บริษัท ค.” ซึ่งตรงกับคำว่า “CRISPY CREAM” ทั้งที่เป็นคำที่มีความแปลกเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่ไม่น่าจะมีผู้อื่นนำใช้พ้องกันโดยบังเอิญเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าการใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เช่นนี้เป็นการลอกเลียนชื่อทางการค้าที่มีชื่อเสียงของโจทก์แม้เครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมาย โดยใช้คำว่า “CRISPY CREAM” ประกอบกับภาพประดิษฐ์ก็ตาม แต่ก็ย่อมเห็นได้ชัดว่าคำว่า “CRISPY CREAM” ที่ใช้นี้ย่อมเป็นคำเรียกขานถึงเครื่องหมายบริการและกิจการบริการของจำเลยที่ 1 นั่นเอง ซึ่งเมื่อเป็นการนำมาใช้โดยไม่สุจริตแล้ว การใช้ชื่อบริษัทของจำเลยที่ 1 ก็ดี การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวก็ดี ย่อมล้วนเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 และเป็นการกระทำที่เป็นเหตุให้สาธารณชนผู้พบเห็นการให้บริการด้านจัดหาอาหารและเครื่องดื่มสำหรับการประชุมและสัมมนาภายใต้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และเครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนที่คล้ายกับโจทก์ย่อมมีโอกาสเข้าใจไปได้ว่า การให้บริการของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีภาพลักษณ์และชื่อเสียงในทางธุรกิจในมาตรฐานเดียวกัน การใช้ชื่อทางการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์แล้ว จึงชอบที่โจทก์จะมีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าวได้
คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนซึ่งโจทก์ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้อันเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสอง ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการหรือไม่ โดยหากฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจดทะเบียน แล้วพิพากษาไปตามที่ฟังได้ดังกล่าว และมีผลให้นายทะเบียนไม่อาจมีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการให้จำเลยที่ 1 ตามคำขอจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้โดยไม่จำต้องพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนแต่อย่างใด
นอกจากนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการเฉพาะกับสินค้าหรือบริการที่ได้จดทะเบียนไว้ และอาจห้ามจำเลยที่ 1 ขายสินค้าหรือให้บริการในลักษณะลวงขายหรือลวงการให้บริการให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือบริการของโจทก์เท่านั้น หากจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ประกอบการอย่างอื่นโดยไม่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการในรายการเดียวกับที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้หรือไม่ได้ลวงขายสินค้าหรือลวงให้บริการ จำเลยที่ 1 ก็ยังกระทำได้ โจทก์ยังไม่มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบริษัทว่า บริษัท ค. โดยเด็ดขาดทุกกรณี

ย่อยาว

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 591333 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ยื่นขอจดทะเบียนหรือเข้าเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใด ๆ กับเครื่องหมายบริการดังกล่าวและเครื่องหมายอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อทางการค้า “KRISPY KREME” รวมทั้งเครื่องหมายบริการและเครื่องหมายการค้าคำว่า “KRISPY KREME” ของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำลายนามบัตร เอกสารเผยแพร่ และสิ่งของต่าง ๆ ในการประกอบการค้าที่ปรากฏชื่อทางการค้าว่า “CRISPY CREAM” และเครื่องหมายการค้าเครื่องหมายบริการ กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตรานิติบุคคลโดยมิให้ใช้คำว่า “CRISPY CREAM” และ “คริสปี้ครีม” หรือคำอื่นใดที่เหมือนหรือคล้ายกับคำทั้งสองดังกล่าวรวมทั้งคำว่า “KRISPY KREME” เป็นชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 อีก และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2551) จนกว่าจำเลยที่ 1 จะถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าว และเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตรานิติบุคคลเป็นชื่อและดวงตราอื่นที่ไม่เหมือนหรือคล้ายกับชื่อทางการค้า “KRISPY KREME” รวมทั้งเครื่องหมายบริการและเครื่องหมายการค้าคำว่า “KRISPY KREME” และยุติการลวงขายสินค้า
จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้นางชุมาพันธ์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ “คริสปี้ ครีม” และ “CRISPY CREAM” เป็นชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำขอที่ 591333 และห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า “คริสปี้ ครีม” และ “CRISPY CREAM” กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อว่า “บริษัทคริสปี้ ครีม จำกัด” ซึ่งเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “CRISPY CREAMCO., LTD.” และจำเลยที่ 1 ใช้คำว่า “CRISPY CREAM” จดทะเบียนดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 กับการที่จำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ “คริสปี้ ครีม” และ “CRISPY CREAM” ในการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 รวมทั้งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตและละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าคำว่า “KRISPY KREME” ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่าการที่มีการใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ว่า “บริษัทคริสปี้ ครีม จำกัด” ซึ่งตรงกับคำว่า “CRISPY CREAM” ทั้งที่เป็นคำที่มีความแปลกเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่ไม่น่าจะมีผู้อื่นนำใช้พ้องกันโดยบังเอิญเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 เช่นนี้เป็นการลอกเลียนชื่อทางการค้าที่มีชื่อเสียงของโจทก์และนำมาใช้กับบริษัทที่ประกอบกิจการค้าด้านอาหาร แม้จะไม่เฉพาะเจาะจงเป็นอาหารประเภทโดนัทดังเช่นของโจทก์ แต่ก็ยังเป็นกิจการร้านอาหารเช่นกัน จึงแสดงว่าเป็นการนำมาใช้โดยไม่สุจริตเพื่ออาศัยความมีชื่อเสียงเป็นที่นิยมในชื่อทางการค้าของโจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชื่อทางการค้าคำว่า “KRISPY KREME” ของโจทก์ดังกล่าวเลียนหรือแปลงมาจากคำว่า “CRISPY CREAM” โดยมีเสียงเรียกเหมือนกัน โดยโจทก์มุ่งใช้ความแปลกเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชื่อโจทก์เพื่อให้ลูกค้าสังเกตจดจำว่าเป็นชื่อกิจการของโจทก์อันเป็นชื่อทางการค้า และยังใช้คำนี้ประกอบในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์มาช้านานหลายสิบปีจนมีชื่อเสียงก่อนที่จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทดำเนินกิจการร้านอาหาร รวมทั้งยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเพื่อใช้กับการบริการด้านจัดหาอาหารและเครื่องดื่ม โดยแม้เครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมาย โดยใช้คำว่า “CRISPY CREAM” ประกอบกับภาพประดิษฐ์ก็ตาม แต่ก็ย่อมเห็นได้ชัดว่าคำว่า “CRISPY CREAM” ที่ใช้นี้ย่อมเป็นคำเรียกขานถึงเครื่องหมายบริการและกิจการบริการของจำเลยที่ 1 นั่นเอง ซึ่งเมื่อเป็นการนำมาใช้โดยไม่สุจริตดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว การกระทำในการใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ก็ดี การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวก็ดี ย่อมล้วนเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 และเป็นการกระทำที่เป็นเหตุให้สาธารณชนผู้พบเห็นการให้บริการด้านจัดหาอาหารและเครื่องดื่มสำหรับการประชุมและสัมมนาภายใต้ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 และเครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนที่คล้ายกับโจทก์ดังได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ย่อมมีโอกาสเข้าใจไปได้ว่าการให้บริการของโจทก์และจำเลยที่ 1 มีภาพลักษณ์และชื่อเสียงในทางธุรกิจในมาตรฐานเดียวกัน การใช้ชื่อทางการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์เสื่อมเสียประโยชน์แล้ว จึงชอบที่โจทก์จะมีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง คดีนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับเครื่องหมายบริการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอจดทะเบียนซึ่งโจทก์ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่า แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้อันเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสอง ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยในประเด็นว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการหรือไม่ โดยหากฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจดทะเบียน แล้วพิพากษาไปตามที่ฟังได้ดังกล่าว และมีผลให้นายทะเบียนไม่อาจมีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการให้จำเลยที่ 1 ตามคำขอจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้โดยไม่จำต้องพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนนั้น ไม่ต้องด้วยกฎหมายดังกล่าว สมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง นอกจากนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการ ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการเฉพาะกับสินค้าหรือบริการที่ได้จดทะเบียนไว้ และอาจห้ามจำเลยที่ 1 ขายสินค้าหรือให้บริการในลักษณะลวงขายหรือลวงการให้บริการให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือบริการของโจทก์เท่านั้น หากจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ประกอบการอย่างอื่นโดยไม่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการในรายการเดียวกับที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้หรือไม่ได้ลวงขายสินค้าหรือลวงให้บริการ จำเลยที่ 1 ก็ยังกระทำได้ โจทก์ยังไม่มีสิทธิห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบริษัทว่า บริษัทคริสปี้ ครีม จำกัด โดยเด็ดขาดทุกกรณี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อโดยไม่ระบุให้ชัดว่าห้ามใช้ชื่อในกรณีใดบ้างเป็นการห้ามเกินกว่าสิทธิที่โจทก์มีอยู่ และปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์แต่เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรก็ยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และ 142 (5) นอกจากนี้เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาบังคับ แต่บริษัทจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้บังคับแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อ “คริสปี้ ครีม” และ “CRISPY CREAM” เฉพาะในการประกอบกิจการบริการอาหารและเครื่องดื่ม บริการภัตตาคาร บริหารอาหารประเภทโดนัท อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ หรือที่เป็นการทำให้โจทก์เสียหายในชื่อทางการค้าเท่านั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และให้เฉพาะจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ กับใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

Share