แหล่งที่มา : กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
ย่อสั้น
กระแสไฟฟ้าที่จำเลยจัดให้มีขึ้นเพื่อจำหน่ายเป็นของที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ ผู้ครอบครองต้องรับผิดถ้าเกิดความเสียหายขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคสอง เมื่อจำเลยยอมรับว่าเสาไฟที่หักเป็นทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลย จำเลยจะพ้นผิดก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดของโจทก์ผู้เสียหายเองหรือเกิดจากเหตุสุดวิสัย
ข้อเท็จจริงได้ความว่าเสาไฟที่หักเป็นเสาไม้เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 คืบขึงสายไฟแรงสูง 10,000โวลท์ 3 เส้นบนหัวเสา ปักอยู่ในทุ่งหญ้ามาตั้งแต่ปีพ.ศ.2511 ทุกปีจะมีไฟไหม้ทุ่งหญ้า เสาไฟต้นที่ปักถัดไปเคยถูกไฟไหม้หักมาแล้ว หญ้าในทุ่งเต็มมาถึงโคนเสาไฟ ไม่เคยมีใครเข้าไปถางหญ้าโคนเสา ไฟไหม้หญ้าเป็นทางมาถึงโคนเสาที่หักเช่นนี้ เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยควรรู้ได้เป็นอย่างดีว่าบริเวณนั้นมีไฟไหม้หญ้ามาติดเสาไฟซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ถ้าใช้ความระมัดระวังไม่ปล่อยให้มีหญ้าขึ้นอยู่เต็มที่โคนเสาไฟก็อาจป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก จึงอยู่ในวิสัยที่จำเลยจะป้องกันได้ อันตรายที่เกิดขึ้นถือไม่ได้ว่าเกิดแต่เหตุสุดวิสัย จำเลยจึงไม่พ้นความรับผิด
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการผลิตจัดให้ได้มาจัดส่งและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า จำเลยประมาทเลินเล่อใช้เสาไม้เป็นเสาสำหรับพาดสายไฟแรงสูง 10,000 โวลท์ สูงจากพื้นดินประมาณ 10 เมตรในบริเวณนั้นมีสภาพเป็นทุ่งหญ้ารอบโคนเสาและมีไฟไหม้หญ้าเป็นประจำทุกปี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 โจทก์เดินผ่านไปในทุ่งดังกล่าว เสาไฟได้หักล้มลงเนื่องจากถูกความร้อนจากไฟไหม้หญ้าเกิดการผุกร่อนสายไฟซึ่งมีกระแสไฟฟ้าเดินอยู่ 10,000 โวลท์ได้พาดโดยศีรษะกับลำตัวโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัสและพิการตลอดชีวิต ฯลฯ โจทก์รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลกว่า 10 เดือน เสียค่ารักษาพยาบาล 5,000 บาทกลายเป็นคนพิการหาเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นเงินทั้งหมด 255,000 บาท
จำเลยให้การว่ามิได้ประมาทเลินเล่อ โจทก์เดินเข้าไปที่เสาไฟของจำเลยที่ล้มอยู่ก่อนแล้ว เสาไฟของจำเลยโค่นล้มลงมามิได้ผุกร่อน แต่เป็นอุบัติเหตุเกิดเพราะไฟไหม้โดยไม่รู้ว่าใครทำให้เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 70,700บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กระแสไฟฟ้าที่จำเลยจัดให้มีขึ้นเพื่อจำหน่ายเป็นของที่เกิดอันตรายได้โดยสภาพ ผู้ครอบครองต้องรับผิดถ้าเกิดความเสียหายขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคสองเรื่องนี้ จำเลยไม่ปฏิเสธฟ้องของโจทก์ที่ว่าเสาไฟที่หักเป็นทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของจำเลย ดังนั้น จำเลยผู้ครอบครองจะพ้นผิดต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดของโจทก์ผู้เสียหายเอง หรือเกิดจากเหตุสุดวิสัยข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าเสาหักเพราะไฟไหม้เป็นภัยธรรมชาติสุดวิสัยที่จำเลยจะป้องกันได้นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานที่จำเลยนำสืบว่าเสาไฟซึ่งเป็นเสาไม้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 คืบ ขึงสายไฟแรงสูง 10,000โวลท์ 3 เส้นบนหัวเสา เสาต้นที่หักปักอยู่ในทุ่งหญ้ามาตั้งแต่ประมาณปีพ.ศ. 2511 ทุกปีจะมีไฟไหม้หญ้าในทุ่ง เสาไฟต้นที่ปักถัดจากต้นนี้ไปเคยถูกไฟไหม้หักมาแล้ว หญ้าในทุ่งเต็มมาถึงโคนเสาไฟไม่เคยมีใครเข้าไปถางหญ้าโคนเสาไฟ ไฟไหม้หญ้าเป็นทางมาถึงโคนเสาที่หักเช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยควรรู้ได้เป็นอย่างดีว่าบริเวณนั้นมีไฟไหม้หญ้ามาติดเสาไฟซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นอยู่ก่อนแล้ว ถ้าใช้ความระมัดระวังไม่ปล่อยให้มีหญ้าขึ้นอยู่เต็มที่โคนเสาไฟก็อาจป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก จึงอยู่ในวิสัยที่จะป้องกันได้ อันตรายที่เกิดขึ้นถือไม่ได้ว่าเกิดแต่เหตุสุดวิสัย
พิพากษายืน