แหล่งที่มา : เนติบัณฑิตยสภา
ย่อสั้น
สัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3เป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้จะซื้อเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ผู้จะซื้อจะโอนสิทธิของตนตามบทบัญญัติของการโอนสิทธิเรียกร้องธรรมดาไม่ได้ ต้องทำเป็นแปลงหนี้ใหม่ มีผู้จะขายเข้ามาเป็นคู่สัญญากับผู้รับโอนด้วย ผู้รับโอนจึงจะมีสิทธิฟ้องบังคับผู้จะขายได้ เมื่อไม่มีการแปลงหนี้ใหม่โจทก์ผู้รับโอนสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายจากจำเลยที่ 1ก็ไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 3 ผู้จะขายได้เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อโจทก์ผู้รับโอนไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 3 ผู้จะขายได้และจำเลยที่ 1 ก็มิได้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินที่จะขอจดทะเบียนโอนที่ดินได้ จึงไม่อาจบังคับจำเลยที่ 1 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้
ย่อยาว
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2532 จำเลยที่ 2กับพวกได้นำที่ดินที่จำเลยที่ 2 ซื้อมาจากเจ้าของที่ดินเดิมรวม 16 แปลง เนื้อที่รวม 179 ไร่ 70 ตารางวา มาจะขายให้จำเลยที่ 1 และยินยอมให้จำเลยที่ 1 โอนขายให้บุคคลอื่นได้แต่เนื่องจากที่ดินที่จะขายบางแปลงไม่มีทางออกถนน จำเลยที่ 1จึงให้จำเลยที่ 2 ไปติดต่อซื้อที่ดินของจำเลยที่ 3 ตามโฉนดเลขที่ 249 เฉพาะส่วนแนบถนนเนื้อที่ 5 ไร่ จำเลยที่ 3ยอมตกลงขายให้จำเลยที่ 1 และยอมให้เปลี่ยนมือไปยังบุคคลอื่นได้ด้วย ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2532 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินที่ซื้อจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ดังกล่าวมาขายให้โจทก์ในราคาไร่ละ 72,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 12,900,600 บาทตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 จะโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดินทั้งหมดให้โจทก์ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2533 ต่อมาวันที่22 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 ได้สลักหลังในหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2532 จำนวน 2 ฉบับมอบอำนาจให้โจทก์มาเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาดังกล่าว ครั้นถึงกำหนดวันที่ 24 พฤษภาคม 2533 ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามกับพวกไม่อาจโอนที่ดินบางแปลงให้แก่โจทก์ได้และจำเลยที่ 3 ไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนที่แนบถนนท้องถิ่นประมาณ 5 ไร่ ให้แก่โจทก์ อันเป็นผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินและส่งมอบที่ดินเฉพาะส่วนแนบถนนท้องถิ่นเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ตามโฉนดเลขที่ 249 ตำบลโพธิ์แทนอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ดำเนินการข้างต้น ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2532จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายตามฟ้องจากจำเลยที่ 2 และนายจันทร์ ยิ่งศิลป์ ไม่ใช่ซื้อจากจำเลยที่ 2 เพียงคนเดียวและจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 249จากจำเลยที่ 3 จำนวน 5 ไร่ โดยจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และนายจันทร์ ตกลงให้จำเลยที่ 1 โอนเปลี่ยนมือไปยังบุคคลอื่นได้จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินค่าที่ดินให้ผู้จะขายและเจ้าของที่ดินไปบางส่วนแล้ว ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2532 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ทราบดีถึงสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 แล้วโจทก์ได้ชำระราคาที่ดินบางส่วนให้จำเลยที่ 1 แล้วยังคงค้างชำระราคาค่าที่ดินอยู่ 8,734,782 บาท ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 243,750 บาทต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 ได้มอบสัญญาจะซื้อขายทั้งหมดให้แก่โจทก์ เพื่อให้โจทก์จะได้นำไปแสดงต่อจำเลยที่ 2จำเลยที่ 3 และเจ้าของที่ดินรายอื่น ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม2533 จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ได้รับโอนที่ดินตามฟ้องบางแปลงเรียบร้อยแล้ว แต่การชำระราคาค่าที่ดินบางแปลงโจทก์ยังไม่ได้ชำระสำหรับที่ดินแปลงพิพาทคือที่ดินแปลงของจำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 1ทำสัญญาจะซื้อขายจากจำเลยที่ 3 จำนวน 5 ไร่ ไร่ละ 65,000 บาทค้างชำระอยู่ 243,750 บาท ซึ่งส่วนที่เหลือนี้โจทก์จะต้องไปชำระให้แก่จำเลยที่ 3 โดยตรง ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 3 ก็ยอมตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาส่วนนี้กันแล้ว แต่ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 3ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ผิดสัญญา ซึ่งความจริงแล้วโจทก์เป็นผู้ผิดสัญญาเพราะไม่ยอมรับโอนที่ดินจำนวน 55 ไร่จากจำเลยที่ 3 และไม่ยอมชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเรื่องการผิดสัญญาเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2ไม่เกี่ยวข้องด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 จริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ติดต่อซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3ติดต่อซื้อขายกันเอง โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยสัญญาที่จำเลยที่ 2 ทำกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก็ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 249 และตกลงทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 จริง ทั้งนี้จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 3 ส่วนที่เหลือตกลงชำระกันในวันโอนคือวันที่ 24พฤษภาคม 2533 ครั้นถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2533 ซึ่งเป็นวันนัดจำเลยที่ 3 ได้ปฏิบัติตามสัญญาทุกประการ โดยได้ไปรอที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก ตั้งแต่เวลา 7 นาฬิกาแต่จำเลยที่ 1 ไม่มารับโอนที่ดินตามสัญญา มีแต่โจทก์อ้างเป็นผู้รับมอบอำนาจโดยไม่มีหลักฐาน และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้มาติดต่อแจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ โจทก์จะให้จำเลยที่ 3 ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจแก่โจทก์ และโจทก์จะชำระค่าที่ดินโดยใช้เช็คจำเลยที่ 3 จึงไม่ยอมลงชื่อในใบมอบอำนาจ และเมื่อจำเลยที่ 3เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินมาชำระค่าที่ดินภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2533 ตามสัญญาจำเลยที่ 3 จึงแจ้งต่อโจทก์ว่าขอเลิกสัญญา และริบเงินมัดจำ ความจริงแล้ว จำเลยที่ 3ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3ร่วมกันจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามโฉนดเลขที่ 249 เลขที่ดิน 5และโฉนดเลขที่ 12751 เลขที่ดิน 59 (ซึ่งเป็นที่ดินแบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 249) โดยให้แบ่งหน้าที่ดินส่วนที่ติดถนนจากหลักเขตหมายเลข 2670 ถึงหลักเขตหมายเลข 7334 ออกเป็นสองส่วนจากด้านติดถนนดังกล่าวตรงไปยังทิศตะวันออกให้เป็นเนื้อที่5 ไร่ โดยให้ที่ดินจำนวน 5 ไร่ นี้จดกับที่ดินแปลงที่โจทก์ซื้อไว้จากจำเลยที่ 1 แล้ว และให้จดทะเบียนโอนที่ดินจำนวน5 ไร่ ดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้โจทก์ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ243,750 บาท แก่จำเลยที่ 3 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยที่ 1 ที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ จำเลยที่ 1ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่บังคับให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและโอนที่ดินให้แก่โจทก์สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนร่วมกับจำเลยที่ 3 ได้ เพราะจำเลยที่ 1 คงมีเพียงสิทธิเรียกร้องตามสัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เท่านั้นและสิทธิของจำเลยที่ 1 ก็ได้โอนไปยังโจทก์แล้ว ตามสัญญาจะซื้อขายฉบับลงวันที่ 9 กันยายน 2532 ตามเอกสารหมาย จ.2ส่วนจำเลยที่ 3 มิได้ผิดสัญญานั้น เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้จะซื้อเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ผู้จะซื้อจะโอนสิทธิของตนตามบทบัญญัติของการโอนสิทธิเรียกร้องธรรมดาหาได้ไม่ ต้องทำเป็นแปลงหนี้ใหม่ มีผู้จะขายเข้ามาเป็นคู่สัญญากับผู้รับโอนด้วย ผู้รับโอนจึงจะมีสิทธิฟ้องบังคับผู้จะขายได้ เมื่อไม่มีการแปลงหนี้ใหม่ โจทก์ผู้รับโอนก็ไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 3 ผู้จะขายได้เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นฎีกา แต่ก็เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247 ในเมื่อโจทก์ผู้รับโอนไม่อาจฟ้องจำเลยที่ 3 ผู้จะขายได้ดังกล่าว และจำเลยที่ 1ก็มิได้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินที่จะขอจดทะเบียนแบ่งแยกได้จึงไม่อาจบังคับจำเลยที่ 1 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 3 จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา”
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น